“นายกฯ” เปิดใจคุย “ทรัมป์” ชี้ตอบโต้ “กัมพูชา” สาสมแล้ว ลั่นไทยไม่ผิด ไม่ยอมถอย

“นายกฯ” เปิดใจคุย “ทรัมป์” ชี้ตอบโต้ “กัมพูชา” สาสมแล้ว ลั่นไทยไม่ผิด ไม่ยอมถอย
  • Published15 ธันวาคม 2025

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา ภายหลังลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าร่างกายยังไหว และการลงพื้นที่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง

นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ว่ารัฐจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากเพียงใด ก็ไม่อาจทดแทนความรู้สึกของการได้อยู่บ้านของตนเองได้ ทุกคนที่พบต่างถามว่าเมื่อใดจะได้กลับบ้าน ซึ่งตนย้ำเสมอว่าอยากให้กลับโดยเร็วที่สุด แต่ต้องมั่นใจว่าพื้นที่มีความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงซ้ำ พร้อมระบุว่าการดูแลประชาชนในศูนย์อพยพยังช่วยลดความกังวลของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ทำให้สามารถใช้สมาธิในการปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างเต็มที่

นายอนุทินยืนยันว่า ได้ติดตามสถานการณ์และพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพได้รายงานเป้าหมายและกรอบเวลาการปฏิบัติการอย่างชัดเจน ซึ่งหากประเมินตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบัน ถือว่ายังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าการเข้ายึดพื้นที่ใกล้สำเร็จแล้วหรือไม่ นายอนุทินพยักหน้าและตอบสั้น ๆ ว่า “อืม”

ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่านายกรัฐมนตรีเหมือนลอยตัว ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาความขัดแย้ง นายอนุทินย้ำว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลอยตัวได้ ต่อให้พยายามหลีกเลี่ยงอย่างไร ความรับผิดชอบสูงสุดก็ยังอยู่ที่รัฐบาล แต่การตัดสินใจเชิงยุทธการว่าจะรบอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหาร ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองโดยตรง

ในประเด็นการหารือกับผู้นำต่างประเทศ นายอนุทินกล่าวถึงการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่า ผู้นำต่างชาติมักรับฟังข้อมูลจากรายงาน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จริงย่อมมีข้อมูลที่แตกต่าง โดยในการสนทนากับนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ระบุด้วยซ้ำว่า ไทยตอบโต้รุนแรง และถือว่าเป็นการตอบโต้ที่สาสมแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ตนได้แจ้งว่าจะส่งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอการยิงจรวด BM-21 ให้ดู เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงมากกว่ากัน พร้อมย้ำว่า ทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้นำต่างชาติ จำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าบิดเบือนข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีการเรียกร้องให้หยุดยิง นายอนุทินยืนยันว่า ไม่เคยมีการกำหนดเวลาให้หยุดยิงในช่วงกลางดึกตามที่เป็นข่าว เพราะการหยุดหรือไม่หยุดยิงต้องเป็นการตกลงกันของคู่กรณีโดยตรง ไม่ใช่การสั่งการจากบุคคลที่สาม พร้อมเล่าว่า นายอันวาร์ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นเพื่อนอย่างตนและ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทะเลาะกัน ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้น และหากจะยุติความขัดแย้ง ต้องเริ่มจากฝ่ายที่เข้ามารุกรานก่อน

นายอนุทินย้ำว่า ไทยได้ลงนามในปฏิญญาร่วมและปฏิบัติตามครบทั้ง 4 ข้อ ขณะที่กัมพูชายังปฏิบัติไม่ครบ หากจะกลับมาเจรจาใหม่ สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือการถอนกำลังและอาวุธที่เล็งมายังฝั่งไทยออกไปทั้งหมด เพื่อให้ประเทศไทยรู้สึกปลอดภัย พร้อมยืนยันว่า ไม่ต้องการให้เกิดการสู้รบ เพราะทุกวันที่มีความขัดแย้งย่อมสร้างความเสียหายและการสูญเสียทั้งชีวิตทหารและประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์กับนายอันวาร์เป็นไปด้วยดี มีการติดต่อพูดคุยกันโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ และผู้นำมาเลเซียเข้าใจจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ ไทยยังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากฝ่ายกัมพูชา และย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องยอม เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา พร้อมตั้งคำถามถึงการเรียกร้องให้นำดาวเทียมมาตรวจสอบการปฏิบัติการทางทหารของไทยว่า เป็นการก้าวก่ายอธิปไตยของประเทศหรือไม่

“เราไม่ได้เริ่มก่อน หากจะดีกัน ต่างคนต่างถอยย่อมง่ายกว่า ไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งยืดเยื้อ เพราะทุกวันที่มีปัญหา ความเสียหายก็เกิดขึ้น” นายอนุทินกล่าว