“ไชยชนก” ย้ำเปิดรับทุกพรรคที่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ลั่นพร้อมบริหารกระทรวงเกษตรฯ

“ไชยชนก” ย้ำเปิดรับทุกพรรคที่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ลั่นพร้อมบริหารกระทรวงเกษตรฯ
  • Published20 กุมภาพันธ์ 2026

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 เวลา 10.25 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคต่อกรณีการรับพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลว่า จุดยืนของพรรคยังเหมือนเดิม คือรอการยืนยันผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึงวันดังกล่าว พรรคยังเปิดรับทุกพรรคการเมืองที่ต้องการแสดงเจตจำนงสนับสนุนเช่นเดิม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ระบุว่าไม่มีประเทศใดให้โหวตก่อนแล้วค่อยแบ่งงาน นายไชยชนก กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้บอกให้ต้องโหวตก่อน แต่เพียงเปิดรับการแสดงเจตนาสนับสนุนนายอนุทินจากทุกพรรค และไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอหรือเงื่อนไขใด ๆ เป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น

ส่วนกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นงานหนัก ไม่ได้นั่งห้องแอร์เหมือนบางกระทรวง นายไชยชนก ระบุว่า ทุกกระทรวงมีความท้าทายแตกต่างกัน ผู้บริหารแต่ละคนมีวิธีการทำงานและบุคลิกเฉพาะตัว ท้ายที่สุดต้องวัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่วิธีการของใครถูกหรือผิด โดยตนไม่มีประสบการณ์ตรงในกระทรวงเกษตรฯ จึงไม่ขอวิจารณ์คำกล่าวดังกล่าว และอยากรอดูผลงานของผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งมากกว่า

เมื่อถามถึงคำเปรียบเทียบของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ว่า “ยามรักน้ำต้มผักก็หวาน” และสถานะความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรมขณะนี้เป็นอย่างไร นายไชยชนก ตอบว่า โดยส่วนตัวมองว่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับกลาง ๆ มาโดยตลอด และสำหรับตนแล้ว การเมืองไม่เคยหวานอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวยังถามต่อว่าหากรัฐบาลไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วม และต้องเข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ จะกังวลหรือไม่ว่าอาจเกิดปัญหาการทำงานหรือข้าราชการไม่รับนโยบาย นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงต่าง ๆ ยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอาจมีความท้าทาย แต่หากทุกฝ่ายมีเจตนาดี ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และร่วมมือกันอย่างสามัคคี สุดท้ายก็สามารถขับเคลื่อนงานได้ และเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจของผู้ทำงาน

นายไชยชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ ก็คงไม่ต่างจากกระทรวงอื่น การเข้าไปทำงานใหม่ย่อมต้องศึกษาโครงสร้าง ปัญหา ระบบราชการ และโครงการต่าง ๆ แต่หากใครมีความพร้อมและคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการความท้าทายเหล่านั้นได้