“ทูตอิหร่าน” ประณาม “สหรัฐฯ–อิสราเอล” ละเมิดอธิปไตย เตือน “เปิดกล่องแพนโดร่า” โลกเสี่ยงปั่นป่วน

“ทูตอิหร่าน” ประณาม “สหรัฐฯ–อิสราเอล” ละเมิดอธิปไตย เตือน “เปิดกล่องแพนโดร่า” โลกเสี่ยงปั่นป่วน
  • Published4 มีนาคม 2026

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนัสเซเรดดิน ไฮดารี (H.E. Mr. Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงจุดยืนของอิหร่านต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เกิดการรุกรานครั้งใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและปราศจากความชอบธรรมต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

เอกอัครราชทูตอิหร่านระบุว่า อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติ คือ ท่านผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการก่อการร้ายที่โจมตีหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และเปรียบเสมือนการเปิด “กล่องแพนโดร่า” ซึ่งเป็นสำนวนที่หมายถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์รุนแรงที่อาจไม่สามารถย้อนกลับได้ และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบโลกโดยรวม

นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านยังเป็นบุคคลสำคัญทางศาสนาที่ได้รับความเคารพจากชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนทั่วโลก การโจมตีดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญทางการเมืองและศาสนาอย่างยิ่ง โดยผู้กระทำจะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

เอกอัครราชทูตไฮดารีเปิดเผยด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เกิดการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก โดยมีการโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือ “ชะฮีด” แล้วเกือบ 800 ราย เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งคือการทำลายโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองมีนับ จังหวัดฮอร์โมซกัน ซึ่งทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตถึง 165 คน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีในพื้นที่อื่น เช่น ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน เมืองเอบแย็ก ในจังหวัดกัซวีน อาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง รวมถึงการยิงขีปนาวุธใส่พื้นที่ที่อยู่อาศัยซึ่งมีประชากรหนาแน่นในจังหวัดคูเซสถาน ทางตะวันตกของประเทศ ระหว่างวันที่ 2–3 มีนาคมที่ผ่านมา โดยอิหร่านมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และเรียกร้องให้สหประชาชาตินำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

เอกอัครราชทูตอิหร่านยังเน้นย้ำว่า การรุกรานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านและสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเจรจาทางการทูต ซึ่งสะท้อนว่าการเจรจาดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ปฏิบัติการหลอกลวง” โดยมีการตัดสินใจโจมตีอิหร่านไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงที่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา

พร้อมกันนี้ ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในทางปฏิบัติกลับให้ความสำคัญกับอิสราเอลเป็นอันดับแรก และพร้อมใช้ทรัพยากรและกำลังของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของอิสราเอล แม้ว่าอิหร่านจะไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกา

เอกอัครราชทูตไฮดารีกล่าวว่า อิหร่านรับรู้ถึงเจตนาของสหรัฐฯ มาโดยตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ยังคงยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ต่อประชาคมโลกว่าชนชาติอิหร่านไม่มีความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ในสถานการณ์ปัจจุบัน อิหร่านจึงถือว่าประเทศกำลังเผชิญกับ “สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ” และกำลังเผชิญภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ จึงจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยพลังและความเด็ดเดี่ยวจนกว่าการรุกรานจะยุติลง

ในการตอบคำถามของสื่อมวลชน เอกอัครราชทูตอิหร่านได้ปฏิเสธข้อมูลจากสื่อตะวันตกที่กล่าวหารัฐบาลอิหร่านว่าใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วง โดยระบุว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายบางส่วนเป็นการแทรกแซงจากภายนอก และส่งผลให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก พร้อมขอให้ชาวไทยพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และไม่เชื่อเพียงข้อมูลจากสื่อฝ่ายเดียว โดยย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่านมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 420 ปี

ในประเด็นความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือมาโดยตลอด แต่หากต้องเผชิญภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของประเทศ อิหร่านก็จำเป็นต้องใช้ศักยภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และอำนาจต่อรองที่มีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

สำหรับความปลอดภัยของชาวไทยในอิหร่าน เอกอัครราชทูตยืนยันว่าไม่มีพลเมืองไทยได้รับบาดเจ็บ โดยปัจจุบันมีชาวไทยประมาณ 200 คนอาศัยอยู่ในอิหร่าน ซึ่งทางการอิหร่านกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางออกจากประเทศผ่านพรมแดนตุรกี อาเซอร์ไบจาน หรือเติร์กเมนิสถาน และคาดว่ารัฐบาลไทยอาจจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปรับคนไทยที่ตุรกี หากมีจำนวนผู้เดินทางครบประมาณ 100 คน

ขณะเดียวกัน ยังมีนักท่องเที่ยวชาวอิหร่านประมาณ 160 คนที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากสายการบินมาฮาน แอร์ ไม่สามารถให้บริการเที่ยวบินได้จากสถานการณ์สงครามในภูมิภาค ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านกำลังประสานขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยเพื่อหาทางนำตัวนักท่องเที่ยวเหล่านี้กลับประเทศ

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตยังชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่าอิหร่านไม่มีปัญหากับชาวยิว และให้ความเคารพต่อความหลากหลายทางศาสนา พร้อมปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กราดยิงในรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ตามที่สื่อบางแห่งพยายามเชื่อมโยง รวมทั้งเตือนถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการ “False Flag” หรือการจัดฉากเหตุการณ์เพื่อใส่ร้ายอิหร่าน

ในส่วนของการบริหารประเทศภายหลังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เอกอัครราชทูตระบุว่า รัฐธรรมนูญของอิหร่านได้กำหนดขั้นตอนการจัดตั้งสภาชั่วคราวเพื่อบริหารประเทศไว้แล้ว และยังไม่มีการยืนยันการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ตามที่มีกระแสข่าว

ท้ายที่สุด เอกอัครราชทูตไฮดารีกล่าวว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือการทำให้อิหร่านแตกแยกเหมือนกับกรณีของยูโกสลาเวียในอดีต แต่อิหร่านจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของตนจนถึงที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกตระหนักถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และหวังว่ารัฐบาลไทยจะช่วยสื่อสารไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลให้ยุติความรุนแรง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อประเทศไทย