“โสภณ” มั่นใจคุมสภาอยู่! ชี้ฝ่ายค้านยิ่งเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องยึด “สายกลาง” ประชาชนได้ประโยชน์

“โสภณ” มั่นใจคุมสภาอยู่! ชี้ฝ่ายค้านยิ่งเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องยึด “สายกลาง” ประชาชนได้ประโยชน์
  • Published13 มีนาคม 2026

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางหรือไม่ ภายหลังพรรคภูมิใจไทยมีมติเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า สิ่งสำคัญคือการปรับวิธีคิดให้สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะหากแนวคิดตรงกับประชาชนก็จะทำให้เกิดความศรัทธา แต่หากสิ่งใดที่ประชาชนไม่ศรัทธาก็ไม่ควรทำ โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการทำหน้าที่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์การเมืองในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ ซึ่งมองว่าฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมกับพรรคประชาชน (ปชน.) จนอาจทำให้การควบคุมบรรยากาศในสภาเป็นไปได้ยากขึ้นหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า การที่ฝ่ายค้านเข้มแข็งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดการตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ แต่ต้องเป็นความเข้มแข็งที่ตั้งอยู่บนเนื้อหาสาระ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์

นายโสภณยืนยันว่า ตนมั่นใจว่าสามารถควบคุมบรรยากาศในสภาได้ เนื่องจากไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ทุกฝ่ายต่างมีขีดจำกัดของความพอดี หากใครก็ตามก้าวข้าม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” หรือหลักทางสายกลาง ก็เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย พร้อมมองว่าสังคมไทยมีลักษณะเฉพาะ คือคนที่ไม่เห็นด้วยมักจะไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นมากนัก ขณะที่คนที่เห็นด้วยมักจะเลือกนิ่งเฉย แต่พลังของคนที่นิ่งเหล่านี้ถือเป็นพลังสำคัญในสังคม

นอกจากนี้ นายโสภณยังกล่าวว่า บางคนอาจมีท่าทีคัดค้านเพียงอย่างเดียว แต่การคัดค้านให้มีน้ำหนักจำเป็นต้องมีต้นทุนและเหตุผลรองรับ หากไม่มีต้นทุนหรือเหตุผลที่ชัดเจน แต่กลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือปรามาสผู้อื่น ก็อาจทำให้สังคมเกิดความแตกแยกได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีคนบางกลุ่มที่ชื่นชอบบรรยากาศความขัดแย้ง เพราะทำให้ตนเองรู้สึกมีบทบาทหรือมีความสุขกับสถานการณ์เช่นนั้น

เมื่อถามเพิ่มเติมว่า ในการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ อาจมีการนำ “ค้อนประธานสภา” ออกมาใช้เพื่อควบคุมการประชุมหรือไม่ นายโสภณกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เรื่องดังกล่าวคงต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป