“นายกฯ” ลุยกวาดล้าง “สแกมเมอร์-มาเฟียฟอกเงิน” ย้ำนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

“นายกฯ” ลุยกวาดล้าง “สแกมเมอร์-มาเฟียฟอกเงิน” ย้ำนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
  • Published30 เมษายน 2026

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายประเทศ

นายอนุทินกล่าวถึงคดีสำคัญ คือการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ กลุ่มนายเบน สมิธ และยิม เลียก กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินแล้วรวมมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท และยังมีการขยายผลตรวจยึดเพิ่มอีกหลายพันล้านบาท

รวมถึงเครือข่ายสแกมเมอร์และกาสิโนผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงการฟอกเงินของบุคคลสัญชาติกัมพูชา ได้แก่ นายก๊อก อัน และนายลียง พัด ซึ่งต่อเนื่องจากคดีนายเฉิน ยินไหล สัญชาติจีน ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมตรวจพบพฤติกรรมทุจริตการจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย

ภายหลังการตรวจพบความผิดปกติด้านทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านความมั่นคงทางทะเบียน โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสืบสวนและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม

ผลการปฏิบัติการที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ตรวจพบการทุจริต 16 ราย จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย, ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ตรวจพบ 10 ราย จับกุม 6 ราย และปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” พบการย้ายทะเบียนบ้านเท็จ 214 รายการ จับกุม 6 ราย รวมถึงการดำเนินคดีเครือข่ายจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรเพื่อสัญชาติไทยโดยมิชอบ

รัฐบาลระบุว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน ถือครองทรัพย์สินแทน หรือขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาแล้ว 34 ราย และดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐอีก 19 ราย

ในส่วนการปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้มีการดำเนินคดีแล้ว 3 คดี พร้อมระดมกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษทั่วประเทศ ตรวจจับรวมกว่า 5,510 คดี และออกตรวจพื้นที่กว่า 339,184 ครั้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่อง ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบการกระทำผิดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

พร้อมเตือนผู้ประกอบการ หากปล่อยให้สถานที่ของตนถูกใช้เป็นบ่อนหรือแหล่งกระทำผิด จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตและดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยไม่มีผลประโยชน์หรืออามิสสินจ้างใด ๆ มาลบล้างภารกิจในการดูแลประชาชน