“รังสิมันต์ โรม” เดือด! รับไม่ได้ “อัยการ” สั่งไม่ฟ้องคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” จ่อเรียก “ผู้ว่าฯ นราธิวาส” ชี้แจง
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามคดีคนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า การที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางราย ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ทั้งในส่วนของสำนวนคดีและความรวดเร็วในการวินิจฉัย
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ จะลงพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามการทำลายอาวุธปืนจำนวน 39 กระบอก ว่ามีการดำเนินการทำลายจริงตามขั้นตอนหรือไม่
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ยังเตรียมเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม หลังจากที่ผ่านมาได้มีการเชิญหลายครั้งแต่ยังไม่ได้เข้าร่วม ขณะที่ในวันที่ 11-12 สิงหาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง เพื่อรับฟังข้อมูลและติดตามรายละเอียดของคดีอย่างใกล้ชิด
นายรังสิมันต์ ระบุว่า คดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ไม่ใช่เพียงการทำร้ายบุคคล แต่เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แม้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. จะมองว่าไม่ใช่คดีความมั่นคง แต่ตนยืนยันว่าคดีนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ เพราะไม่เพียงกระทบต่อตัวนายกมลศักดิ์หรือประชาชนผู้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้ง และอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ
“คนยิงคือคนของรัฐ รถของรัฐ ปืนของรัฐ และอาจนำไปสู่การทำลายพยานหลักฐาน เพราะมีบุคคลของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายขั้นตอน สิ่งเหล่านี้ยอมรับไม่ได้ จะให้คดีจบเพียงแค่ผู้ต้องหา 4 คน โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้สั่งการไม่ได้ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ สังคมจะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงอีกประเด็นที่คณะกรรมาธิการกำลังติดตาม คือกรณีการขอข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนวันละกว่า 2 ล้านหมายเลข ในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่ามีประมาณ 15-16 อำเภอที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว แต่กลับมีการขอข้อมูลทุกวันในช่วงเวลาเที่ยงคืน
นายรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหล จะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจได้ทั้งหมด พร้อมตั้งคำถามว่าการดำเนินการลักษณะนี้มีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับหรือไม่ เพราะถือเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต จึงจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน และต้องหาผู้รับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว
สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 1 คน จากทั้งหมด 7 คน นายรังสิมันต์ ระบุว่า แม้พยานหลักฐานจะเป็นคำซัดทอดจากผู้ต้องหารายอื่น แต่บุคคลดังกล่าวถือเป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลัง หากคดีสิ้นสุดเพียงเท่านี้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

