เคลียร์ปมทรงผมนักเรียน! ศธ.ให้อำนาจโรงเรียนกำหนดกฎเอง แต่ห้ามละเมิดสิทธิเด็ก

เคลียร์ปมทรงผมนักเรียน! ศธ.ให้อำนาจโรงเรียนกำหนดกฎเอง แต่ห้ามละเมิดสิทธิเด็ก
  • Published18 สิงหาคม 2026

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ส.ค.69 มีมติรับทราบผลการพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน โดยมีข้อสรุปว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ พร้อมเปิดทางให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติ โดยให้อำนาจสถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดหลักเกณฑ์ได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงห้ามใช้วิธีลงโทษที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะจาก กสม. กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน โดยข้อสรุปสำคัญคือ “ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ การคุ้มครองสวัสดิภาพ การส่งเสริมความประพฤติ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็ก ไม่ได้มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจในการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนโดยตรง จึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมเป็นการเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก แต่กระทรวงศึกษาธิการยังมีอำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษาในการกำหนดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาได้ยกเลิกระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมเดิม และมอบอำนาจให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถกำหนดแนวปฏิบัติของตนเองได้ตามความเหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขสำคัญหลายประการ

สถานศึกษาต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน การกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติต้องมีความยืดหยุ่นตามบริบท โดยคำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบการจัดการศึกษา และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของสังคม

นอกจากนี้ การกำหนดกฎระเบียบต้องเน้นการมีส่วนร่วม โดยโรงเรียนไม่ควรตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อนประกาศใช้

กรณีนักเรียนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษา ยังคงสามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีข้อห้ามสำคัญคือ “ห้ามละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย” โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาอย่างเคร่งครัด

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้ทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบหรือระเบียบของสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดกติกาที่มีความเหมาะสม มีเหตุผล และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติรองรับ ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นสำคัญ

“เรื่องทรงผมนักเรียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือการรักษาระเบียบต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของเด็ก” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

ทั้งนี้ ครม. มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา พร้อมยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนควบคู่กันไป