“สภาฯ” ไฟเขียว! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “อนุทิน” ลั่นคุมเข้มงบไม่รั่วไหล
สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “นายกฯ อนุทิน” ขอบคุณสภาฯ ยืนยันเจตนารมณ์สุจริต มุ่งประโยชน์ประเทศและประชาชน ไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร พร้อมกำชับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด ป้องกันการรั่วไหล ขณะที่ “ศิริกัญญา ตันสกุล” ค้าน พ.ร.ก. หวั่นสร้างบรรทัดฐานใหม่เปิดทางรัฐบาลกู้เงินโดยไม่ต้องมีวิกฤต ชี้หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70% พร้อมตั้งข้อสังเกตปมค่าหัวคิวโครงการโซลาร์เซลล์ จี้ ป.ป.ช. เร่งตรวจสอบ
วันที่ 26 ส.ค. 2569 เวลา 19.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ที่ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ต่อมา เวลา 19.40 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นอภิปรายกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเสียงข้างมากว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อาจไม่ส่งผลดีต่อประเทศในอนาคต เนื่องจากเป็นการตีความเรื่อง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” อย่างกว้างขวาง แทนที่จะตีความอย่างแคบ ส่งผลให้ต่อจากนี้ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็อาจอ้างบรรทัดฐานดังกล่าวในการออก พ.ร.ก.เพื่อกู้เงินมาดำเนินนโยบายทั่วไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิกฤตที่แท้จริง
ทั้งนี้ แม้ต้องเคารพคำวินิจฉัย แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 ท่าน ได้แสดงความกังวลในเชิงหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยเห็นว่าการออก พ.ร.ก.ควรใช้เป็นกรณียกเว้นเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้เป็นการทั่วไป และควรดำเนินการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณตามปกติ ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งแต่ต้น
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลมักอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น งบกลางเหลือน้อย หรือการจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ตราเป็นพระราชบัญญัติตามปกติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทั้งที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาอย่างล้นหลาม
“ไม่ทราบว่ากลัวอะไร มีเสียงข้างมากในสภาล้นหลามขนาดนี้ กลัวอะไรกับการออก พ.ร.บ. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกำลังถูกสั่นคลอน หากเราต้องเอาเศรษฐกิจไทยไปเสี่ยง จนหนี้สาธารณะสูงถึง 69.4% บนสมมติฐานว่า จีดีพีโต 2.5% และเงินเฟ้อ 2.2% หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ตามเป้า หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% แน่นอน” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การกู้เงินเต็มวงเงิน 4 แสนล้านบาท ยังสร้างภาระดอกเบี้ยสูงถึงปีละอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลยังไม่มีแผนงานรองรับหรือคำชี้แจงที่ชัดเจนว่าจะนำเงินจากส่วนใดมาชำระคืนหนี้
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นในการเยียวยาประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีลักษณะคล้ายโครงการคนละครึ่ง โดยปรับสัดส่วนเป็น 60:40 เนื่องจากเป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนต้องนำเงินจากกระเป๋าตัวเองมาร่วมจ่าย และไม่สามารถแก้ไขปัญหาโรงงานปิดตัวหรือการว่างงานได้อย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ยังเปิดเผยถึงกระแสข่าวการเตรียมโอนงบประมาณจากแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน จำนวน 25,000 ล้านบาท มารวมกับงบประมาณเดิมอีก 25,000 ล้านบาท รวมเป็น 50,000 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ไม่ตรงกับเป้าหมายของ พ.ร.ก.
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของงบประมาณส่วนที่เหลืออีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน และมีการเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างโครงการต่าง ๆ อีกทั้งยังมีหนังสือเวียนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 กำหนดรายการสินค้าในลักษณะแคตตาล็อกให้หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เสาไฟโซลาร์ ลานกีฬาโซลาร์ บาดาลโซลาร์ และถังออกซิเจนโซลาร์
น.ส.ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้าในการอนุมัติโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่ได้เกิดจากแผนงานยังไม่แล้วเสร็จ แต่เกิดจาก “การตกลงค่าหัวคิวและเงินทอนยังไม่ลงตัว” โดยครั้งนี้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการหักค่าหัวคิวจากส่วนกลางผ่านบริษัทรับงานที่อิงตามบัญชีนวัตกรรม ก่อนนำมาแบ่งสรรกัน
“ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้เร่งเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและออกข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต เช่นเดียวกับที่เคยทำในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก่อนที่งบประมาณทั้งหมดจะถูกอนุมัติภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว พร้อมยืนยันจุดยืนไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับดังกล่าว
จากนั้น เวลา 20.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวขอบคุณที่ประชุมว่า วันนี้สภาฯ ได้ใช้เวลาเกือบทั้งวันในการพิจารณาพระราชกำหนดเงินกู้ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้นำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา โดยก่อนหน้านี้ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกลั่นกรอง ได้อธิบายและชี้แจงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสภาฯ และประชาชนทั่วประเทศว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งดังกล่าวตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐบาล พร้อมขอบคุณปลัดกระทรวงการคลังที่แสดงให้ประชาชนเห็นถึงการทำงานที่มีเอกภาพระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ โดยยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่สุจริต มุ่งเป้าไปที่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนเท่านั้น ในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ และขอให้คำมั่นว่าจะไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
“ผม ท่านรองเอกนิติ ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน จะคอยติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการรั่วไหลเป็นอันขาด และขอขอบคุณทุกท่านสำหรับเวลา คำแนะนำ และข้อคิดเห็นที่ท่านได้พิจารณา พ.ร.ก.ฉบับนี้”
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตนเองทราบดีว่านี่คือเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณ และไม่ใช่เงินของเราที่จะนำมาจัดสรรใช้จ่ายได้โดยไม่มีต้นทุน เพราะเงินกู้ดังกล่าวมีต้นทุน และรัฐบาลได้พิจารณาแล้วว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นมีความคุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการต่าง ๆ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลรู้ว่าสามารถชำระคืนได้ จึงกล้ากู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถือว่าต่ำ โดยนายเอกนิติบอกกับตนว่าจะไม่พูดถึงอัตราดอกเบี้ย แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดถึงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.2% แล้ว ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลประเมินและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่นั้น อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับรายงานมาสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จะให้ส่วนราชการทุกฝ่ายเร่งสรุปและรวบรวมข้อเสนอแนะและข้อชี้แนะต่าง ๆ โดยถือว่าทุกข้อเสนอและทุกแนวทางที่สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายตลอดทั้งวัน ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และรัฐบาลจะนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป
“สุดท้ายนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณอีกครั้ง ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากฟังแล้ว แต่ผมก็ต้องขอบพระคุณท่าน ที่ท่านได้ให้โอกาสผมมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรับใช้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ด้วยคะแนน 285 ต่อ 141 คะแนน งดออกเสียง 52 คะแนน และไม่มีผู้ไม่ลงคะแนน
ประธานสั่งปิดการประชุมในเวลา 20.28 น.

