เดือด! “ไอซ์ รักชนก” ซัด “ภูมิใจไทย” ออกหน้าปกป้อง กกต. มีใครเป็นบุพการี
วันที่ 4 กันยายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แชร์โพสต์ของพรรคภูมิใจไทย เรื่อง “สส.ศุภชัย เตือนอย่าใช้เวทีสภา กดดัน กกต. จนกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ” พร้อมแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของฝ่ายนิติบัญญัติ
น.ส.รักชนก ระบุข้อความว่า
“มันเป็นหน้าที่ของสภาและรัฐบาล ตั้งแต่เมื่อไหร่? ที่จะต้องยื่นหน้าออกมาปกป้อง กกต. ขนาดนี้
พื้นที่ของสภาอันทรงเกียรติ (ที่พวกคุณชอบพูดกันอะ) ควรมีเอาไว้พูดเพื่อปกป้องประโยชน์สูงสุดของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เวทีที่จะเอามาปกป้องพวกพ้องเครือข่ายตัวเอง
ออกหน้าปกป้องกันถึงขนาดว่าเอาเพจพรรคออกมาตอบโต้ ไม่ให้ใช้เวทีสภากดดัน กกต. หน่วยงานอื่นพรรคภูมิใจไทยทำขนาดนี้ไหม?
มีใครใน กกต. เป็นบุพการีของพวกท่านหรือคะ?
ทีนี้ก็ชัดเจนแล้วนะ ว่าเมื่อวานนี้ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เอาชีวิตของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอ้างบังหน้า เพื่อปกป้อง กกต. จริงๆ”
ทั้งนี้ โพสต์ของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2567 โดยตั้งคำถามว่า เจตนาการอภิปรายของฝ่ายค้านเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ตามหน้าที่ของรัฐสภา หรือกำลังกดดันองค์กรอิสระในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
นายศุภชัย ระบุว่า การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกออกจากการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด โดยรายงานผลการดำเนินงานของ กกต. ครอบคลุมภารกิจหลายด้าน ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน การกำกับดูแลพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยมองว่า การอภิปรายของสมาชิกฝ่ายค้านมุ่งเน้นไปที่คดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. จึงเกิดคำถามว่า การอภิปรายในสภากำลังเป็นการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กกต. หรือกำลังกดดันกระบวนการพิจารณาคดีที่ยังดำเนินอยู่
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับบทบาทของรัฐสภาในการตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยฝ่ายหนึ่งยืนยันถึงอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าการอภิปรายไม่ควรก้าวล่วงหรือกดดันกระบวนการพิจารณาคดีที่ยังไม่สิ้นสุด

