คุก 8 เดือน! “ศาลฎีกาฯ” พิพากษา “ศรัณย์วุฒิ” คดีเสียบบัตรแทนกัน ไม่รอลงอาญา

คุก 8 เดือน! “ศาลฎีกาฯ” พิพากษา “ศรัณย์วุฒิ” คดีเสียบบัตรแทนกัน ไม่รอลงอาญา
  • Published16 กันยายน 2026

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม 14/2568 ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.พรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ในคดีเสียบบัตรแทนกัน โดยศาลพิพากษาจำคุก 8 เดือน และไม่รอลงอาญา ก่อนอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์

โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยดำรงตำแหน่ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2556 สภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. มาตรา 3, 4 และมาตรา 5

จำเลยเดินทางไปจังหวัดสุโขทัยโดยไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ได้ฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่ สส.รายอื่น เพื่อใช้บัตรดังกล่าวกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย ในการพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎรเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริตบิดเบือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551

อัยการสูงสุดขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมาตรา 192

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มีภาพถ่าย ชื่อและชื่อสกุลของ สส.เจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน จึงยากที่ สส.รายอื่นจะนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง อีกทั้งการใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนในแต่ละครั้งต้องดำเนินการหลายขั้นตอน

แต่ปรากฏว่ามี สส.รายอื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตนและลงคะแนนในช่วงที่จำเลยไม่ได้อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แสดงว่า สส.รายดังกล่าวต้องรู้ล่วงหน้าว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใด และจะกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้งเมื่อใด รวมทั้งต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในความครอบครอง เพื่อใช้แสดงตนและลงคะแนนแทน

หากจำเลยไม่ได้แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ดำเนินการดังกล่าว การกระทำก็ไม่อาจสำเร็จได้ ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยก่อนหน้านั้น และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิก

การที่ สส.รายอื่นจะตัดสินใจกระทำการดังกล่าวโดยพลการ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบในภายหลัง และอาจถูกดำเนินคดีได้หากจำเลยปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้จากการไต่สวนจะไม่ปรากฏหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าจำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้แก่ สส.รายใดเพื่อให้ลงคะแนนแทน แต่จำเลยให้การว่า หลังจากประชุมเสร็จไม่ได้เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย

โดยจำเลยอ้างว่า นางเสริมศรีเป็นผู้เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย และนำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ แต่นางเสริมศรีได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย หรือตำรวจรัฐสภา ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 โดยมีนางสาวสายฝนดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดูแลการประชุมแทน

ในช่วงที่เกิดเหตุ นางเสริมศรีจึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำเบิกความของนางสาวสายฝน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการประชุมว่า เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาที่มีการประชุมไม่สามารถเข้ามาในห้องประชุมได้

ส่วนกรณี สส.หลงลืมบัตรประจำตัวไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บบัตรไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมและจัดเรียงตามลำดับ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาเมื่อ สส.มาขอรับคืน และจะไม่นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้จองที่นั่งให้

นอกจากนี้ การที่นางเสริมศรีถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย หรือตำรวจรัฐสภา ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 เนื่องจากเหตุเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในลักษณะเดียวกับคดีนี้ ศาลจึงไม่เชื่อว่านางเสริมศรีซึ่งพ้นจากหน้าที่ดังกล่าวเพราะเหตุนี้ จะกล้ากระทำการเช่นเดิมอีก

ส่วนกรณีนายนริศรไปแจ้งความที่ สภ.อ.เมืองสกลนคร เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2568 ว่า ในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษนายนริศรในฐานะผู้เสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของ สส.รายอื่น และแสดงตนกับออกเสียงลงคะแนนแทนนั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ศาลเห็นว่าเป็นการแจ้งความหลังเกิดเหตุนานกว่า 10 ปี อาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด มากกว่าจะเกิดจากการกล่าวความจริงหรือสำนึกในความผิด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟัง และมีพิรุธ

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น เพื่อให้ สส.รายนั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย ในการพิจารณาและลงมติร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….

เมื่อการแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนจึงต้องเป็นผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคสาม

ขณะกระทำความผิด จำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง และบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

สำหรับกรณีที่จำเลยอ้างเหตุเจ็บป่วย ศาลเห็นว่า จำเลยยังมีสิทธิได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้าง ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ให้จำคุก 1 ปี โดยคำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์