“อนุทิน” หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดดีล “ไทย–จีน” ดัน AI ดึงลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับความมั่นคง
เมื่อวันที่ 18 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้าขยายความร่วมมือไทย–จีนในมิติใหม่ ทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์ การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคง พร้อมผลักดันกลไก 2+2 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค และเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ โรงแรมรับรองคณะผู้แทนรัฐบาล นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
ในโอกาสนี้ นายสี จิ้นผิง ได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนสำหรับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมชื่นชมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
ประธานาธิบดีจีนย้ำว่า ไทยและจีนเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” พร้อมยืนยันว่าจีนสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือของผู้นำทั้งสองประเทศมุ่งสร้างอนาคตที่มั่นคงและเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการสานต่อมิตรภาพอันยาวนาน และผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสใหม่ให้ประชาชนในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรที่ไว้วางใจได้ และพร้อมขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีชั้นนำของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ
ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค
สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยและจีนยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งกระชับความร่วมมือในกรอบจีน–อาเซียน เอเปค และความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
นางสาวรัชดา กล่าวว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

