“อนุทิน” จับมือ “ปราโบโว” ยกระดับ “ไทย–อินโดนีเซีย” ดันการค้า “ฮาลาล – ท่องเที่ยว” 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับประเทศไทย ณ ห้อง Oval Room อาคาร Istana Merdeka ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะร่วมกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน โดยผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันเดินหน้าขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความมั่นคงให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้อาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจ ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้แตะ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของไทยและอินโดนีเซีย เป้าหมายดังกล่าวมีโอกาสบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งในด้านการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป สามารถเชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงระดับโลก โดยนำจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่มาผสานกับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ
ด้านความมั่นคง ไทยและอินโดนีเซียตกลงยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไม่มีพรมแดน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียมากกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่ความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างไทยและอินโดนีเซียมีความใกล้ชิดในทุกระดับ รวมถึงความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพที่มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ยังเคยเข้าร่วมการฝึกกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย
ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนของสองประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมต้อนรับการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้นำไทยและอินโดนีเซียยังเห็นพ้องร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ อันเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือในอนาคต
จากนั้น นายอนุทินและนายปราโบโวได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลก และรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง
ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการนำพลเมืองอินโดนีเซีย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ถูกส่งไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย โดยมองว่าเป็นความช่วยเหลือที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
พร้อมยืนยันว่า ไทยและอินโดนีเซียจะร่วมกันยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการช่วยเปิดพื้นที่ให้เมียนมามีส่วนร่วมกับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน พร้อมยืนยันว่า อินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะสามารถคลี่คลายด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซีย จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว

