“พาณิชย์” ยกระดับข้าวไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 8,000 ล้าน

“พาณิชย์” ยกระดับข้าวไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 8,000 ล้าน
  • Published16 ธันวาคม 2025

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความสำเร็จการยกระดับข้าวไทยผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พบว่าข้าวไทย GI รวม 24 รายการ จาก 31 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถสร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในช่วง 3 ไตรมาสแรก (มกราคม–กันยายน) ปี 2568 ได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพ คุณภาพ และอัตลักษณ์ของข้าวไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนกว่า 600,000 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สินค้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ล้วนเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้สินค้า GI มีความโดดเด่น แตกต่างจากสินค้าทั่วไป และมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะ “ข้าว” ซึ่งไม่เพียงเป็นอาหารหลักของคนไทย แต่ยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีตลาดรองรับทั่วโลก

นับตั้งแต่ปี 2547 ที่ประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนข้าวไทย GI แล้วทั้งสิ้น 24 รายการ คิดเป็นราว 10% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ข้าวไทย GI สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 8,190 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

ข้าวไทย GI ที่สร้างมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ “ข้าวหอมมะลิพะเยา” สร้างรายได้มากกว่า 6,156 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าสองในสามของรายได้รวมสินค้า GI ในกลุ่มข้าว จากปริมาณการผลิตกว่า 195,929 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ยสูงถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3.4 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยแหล่งปลูกที่ได้รับสมญาเป็น “ดินแดนแห่งทุ่งรวงทอง” โอบล้อมด้วยเทือกเขาและแอ่งที่รองรับด้วยชั้นหินแข็งอายุกว่า 286 ล้านปี ตั้งอยู่ระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง ข้าวหอมมะลิพะเยาจึงมีเอกลักษณ์กลิ่นหอมคล้ายใบเตย เมล็ดเรียวยาว เมล็ดใส ท้องไข่น้อย หุงแล้วอ่อนนุ่ม แม้ทิ้งไว้นานยังคงความหอมและนุ่มได้ดี

อันดับที่ 2 คือ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” จาก 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ สร้างมูลค่ากว่า 1,682 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 21,596 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ย 50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่ 33 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวชนิดนี้ไม่เพียงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศไทย แต่ยังได้รับการรับรองในสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) รวมถึงอินโดนีเซียและมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ GI ในจีน

ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้มีชื่อเสียงในฐานะ “ข้าวหอมมะลิไทย” ในตลาดโลก ด้วยสภาพพื้นที่ปลูกที่เป็นทุ่งกว้าง แห้งแล้ง ดินค่อนข้างเค็มและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทำให้ต้นข้าวเกิดความเครียดและหลั่งสารความหอมออกมามาก ส่งผลให้ข้าวมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ เมล็ดเรียวยาว เมื่อหุงสุกจะนุ่ม หอม ไม่จับตัวเป็นก้อน อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีปลูกแบบเกษตรอินทรีย์หรือใช้สารเคมีต่ำ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ข้าวชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป

อันดับที่ 3 คือ “ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี” สร้างมูลค่ากว่า 211 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 15,114 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ย 60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.7 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเอกลักษณ์เมล็ดเรียวยาว กลิ่นหอมเด่น เมื่อหุงสุกจะให้สัมผัสเหนียวนุ่ม มียางข้าวตามธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งข้าวคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศ