“ศุภจี” เตือน! ส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงโตต่ำ แนะจับมือ “อาเซียน” สู้เกมโลก

“ศุภจี” เตือน! ส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงโตต่ำ แนะจับมือ “อาเซียน” สู้เกมโลก
  • Published26 มกราคม 2026

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer: ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก”ว่า ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีอยู่ 4 ด้านที่สำคัญ คือ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 2.ปริมาณการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 3.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และ 4.การแข่งขันที่รุนแรง ทั้งตลาดส่งออก และตลาดภายในประเทศ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 2% และยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง โดยหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย คือ ภาคการส่งออก ที่ถือว่ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เพราะการส่งออกของไทยในปี 68 ที่เติบโตได้สูงนั้น เป็นผลจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพราะกังวลเรื่องมาตรการภาษี (Reciprocal Tariff) แต่ในปีนี้ แนวโน้มการส่งออกของไทยอาจชะลอลง และมีความเสี่ยงใกล้เคียงระดับ 0% หรือที่ -1%

“ปีนี้ ภาคการส่งออกอาจไม่ใช่ engine เพราะอาจจะใกล้ 0% หรือ -1% หรือหากยังมีความไม่แน่นอน ก็อาจจะลดลงได้มากกว่านี้ ถ้าจะให้เป็นบวกได้ ต้องมีปัจจัยอีกมากมาย ดังนั้นจึงถือว่าเป็นปัจจัยที่ท้าทาย โดยเฉพาะการเติบโต ท่ามกลางการบริโภคในประเทศที่ไม่ได้สูง” รมว.พาณิชย์ กล่าว
พร้อมระบุว่า ในด้านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ล่าสุด มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึง 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 480,000 ล้านบาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด ซึ่งรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต (fast pass)และกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินของการลงทุนจริงอย่างเป็นรูปธรรม

รมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน บริบทการค้าโลกได้เปลี่ยนจากโลก 2 ขั้ว ไปสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World) ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันรุนแรง ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยโลกมองว่า “เอเชียคือโอกาส” และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาติต้องการสร้างความร่วมมือมากขึ้น

ในด้านยุทธศาสตร์ภูมิภาค ไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาด และจำนวนประชากรเป็นพลังต่อรอง พร้อมใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค รวมทั้งบทบาทของไทย ในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งตั้งเป้ายกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอาเซียน จาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

ทั้งนี้ นางศุภจี ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI มาใช้พัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) และเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ พร้อมระบุว่า “AI จะไม่มาแทนคน แต่ที่สำคัญ คนที่ใช้ AI เป็น จะมาแทนคนที่ไม่ใช้”

สำหรับนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งดำเนินการ 6 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การขยายตลาดใหม่ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่
  2. เร่งสรุปการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และทำให้ FTA ที่มีอยู่แล้ว 14 ฉบับ มีความร่วมสมัย
  3. การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรการทางการค้า
  4. ร่วมแก้เกม เมื่อถูกไต่สวนเรื่องการทุ่มตลาด
  5. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรมไทย ใช้ local content ไทย
  6. การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าทะลัก และการยกระดับมาตรฐานสินค้า

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามธุรกิจอำพราง และนอมินี โดยใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการค้าอย่างยั่งยืน (Sustainability) และเศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit)

“การทำการค้าในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายหลายจุด และเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากเราทำได้ ไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตาม แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดเกมการค้าโลก” นางศุภจีกล่าว