“พาณิชย์” เร่งกู้วิกฤติ “มะพร้าวน้ำหอมไทย” ผลผลิตล้นตลาด สั่งสกัดนอมินี-ปราบของปลอม-เปิดตลาดใหม่

“พาณิชย์” เร่งกู้วิกฤติ “มะพร้าวน้ำหอมไทย” ผลผลิตล้นตลาด สั่งสกัดนอมินี-ปราบของปลอม-เปิดตลาดใหม่
  • Published7 มีนาคม 2026

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร พบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2564–2568 พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจาก 235,903 ไร่ เป็น 305,706 ไร่ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตในปี 2568 เพิ่มสูงถึง 877,681 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 49.80%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่กลับพบว่ามูลค่าการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทยลดลงต่อเนื่อง โดยจากปี 2566 ที่มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ได้ปรับลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี จนในปี 2568 เหลือมูลค่าการส่งออกเพียง 6,456.52 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า เมื่อปริมาณอุปทานในตลาดมีมากกว่าอุปสงค์ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรอย่างหนัก โดยรายได้ที่ลดลงทำให้เกษตรกรไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายหรือมีเงินทุนเพียงพอในการบำรุงรักษาสวนมะพร้าว ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพลดลงตามไปด้วย

ทั้งนี้ ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ขนาด ได้แก่ มะพร้าวขนาดมาตรฐานสำหรับการส่งออก ซึ่งมีราคาหน้าสวนอยู่ที่ลูกละประมาณ 4–5 บาท แต่มีสัดส่วนเพียง 30% ของผลผลิตทั้งหมด และมะพร้าวขนาดเล็กหรือผลลีบที่ไม่ผ่านเกณฑ์การส่งออก ซึ่งมีราคาหน้าสวนเพียงลูกละประมาณ 2 บาท และมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลผลิตทั้งหมด

สำหรับกระบวนการทางการตลาด เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะจำหน่ายผลผลิตทั้งในรูปแบบขายปลีกเองหรือขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งโรงงานจะทำการคัดเลือกและตัดแต่งผลสด หากมะพร้าวมีขนาดและคุณภาพตามมาตรฐานจะถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือจำหน่ายภายในประเทศผ่านช่องทางตลาดค้าส่ง ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า

ส่วนมะพร้าวที่ไม่ได้มาตรฐานส่งออก จะถูกนำเข้าสู่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น การเจาะเพื่อผลิตเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว หรือใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารและขนมหวาน

นายพูนพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1. ในช่วงที่ผลผลิตขาดตลาด ราคามะพร้าวจะพุ่งสูงจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 2. ในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ราคาจะตกต่ำจนโรงงานแปรรูปต้องเผชิญกับภาวะสินค้าเกินความต้องการหรือ Over Stock 3. การแข่งขันด้านต้นทุนจากนักลงทุนต่างชาติ และ 4. ปัญหาสินค้าปลอมปนในตลาดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และราคาของมะพร้าวน้ำหอมไทย

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะกลาง เพื่อช่วยกระตุ้นราคามะพร้าวน้ำหอมให้สูงกว่าจุดคุ้มทุน กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

ประการแรก ภาคการเกษตร จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดในอนาคต โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการบำรุงรักษาสวนมะพร้าว เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานมากขึ้น

ประการที่สอง ภาคการผลิต ภาครัฐจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับนักลงทุนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมทั้งตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อผลผลิต และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อป้องกันปัญหานอมินี เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับผลิตภัณฑ์มะพร้าวผสม รวมถึงการปราบปรามสินค้าปลอม เพื่อปกป้องภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดโลก และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม

ประการที่สาม ภาคการตลาด จำเป็นต้องรักษาตลาดส่งออกเดิมให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งเร่งขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดเดิมที่เริ่มชะลอตัว ภาครัฐจะเข้าไปฟื้นฟูและกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อลดการผูกขาดตลาดในระยะยาว รวมถึงการรณรงค์กระตุ้นการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมภายในประเทศ

นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างราคามะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นทางจนถึงราคาขายปลีกปลายทาง หากพบการเอาเปรียบเกษตรกรหรือผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน สำหรับมะพร้าวน้ำหอมที่มีขนาดไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งหาช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งการเปิดจุดจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำน้ำมะพร้าวน้ำหอมตกเกรดไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

“กระทรวงพาณิชย์พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทย รวมถึงผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถก้าวข้ามวิกฤติในครั้งนี้ได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจว่ามีภาครัฐคอยสนับสนุนและดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ” นายพูนพงษ์ กล่าว