ส่งออกข้าวไป “อิรัก” วูบหนัก! “พาณิชย์” หวั่นสงครามยืดเยื้อ ทำเป้า 7 ล้านตันปีนี้สะเทือน
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อว่า ไทยเริ่มสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศอิรักเป็นจำนวนมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง อีกทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตัน ลดลงถึงร้อยละ 52.58 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยอยู่ที่ 1.153 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 4.16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1.203 ล้านตัน โดยมีมูลค่า 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 15.45
นางอารดากล่าวว่า ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวขาวจากอิรักจำนวนมาก เนื่องจากต้องขนส่งผ่านเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ค่าประกันภัยเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่ปรับขึ้นราวร้อยละ 30–40 ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการส่งออกไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน
สำหรับในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปยังประเทศในตะวันออกกลางรวมกว่า 1.34 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปอิรักในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 ส่วนที่เหลือเป็นประเทศเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน และประเทศอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน การส่งออกข้าวไปสหรัฐอเมริกาในช่วง 2 เดือนแรกก็ลดลงเช่นกันร้อยละ 25.16 โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากร ทำให้คู่ค้าชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอดูสถานการณ์ แม้ต่อมาศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราร้อยละ 19 เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บในอัตราร้อยละ 10 แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นซ้ำเติม ทำให้แนวโน้มคำสั่งซื้อยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นางอารดากล่าวเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปีที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งสนับสนุนผู้ส่งออกในการหาเส้นทางขนส่งและตลาดทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาผลกระทบ
แม้ภาพรวมการส่งออกช่วงต้นปีจะลดลงจากแรงกดดันของตลาดโลก แต่พบว่าข้าวบางประเภท เช่น ข้าวนึ่ง กลับขยายตัวกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดสำคัญอย่างแอฟริกาใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้น
สำหรับการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) จำนวน 500,000 ตัน โดยล็อตแรก 40,000 ตัน เดิมกำหนดส่งมอบในช่วงเดือนก.พ.–มี.ค. 2569 แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางบ้าง อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกับภาครัฐและผู้ส่งออกกว่า 20 บริษัท เร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้การส่งออกเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และประกันภัยจะเพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถดำเนินการส่งมอบได้
ในส่วนของล็อตถัดไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือนเม.ย. 2569 โดยแม้ราคาข้าวไทยจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน แต่เชื่อว่าทางการจีนจะสามารถยอมรับได้ และอยู่ระหว่างการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถส่งมอบข้าวครบตามสัญญาให้ได้โดยเร็ว
นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังเดินหน้ารุกเชิงรุกทั้งการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันข้าวคุณภาพสูงและข้าวมูลค่าเพิ่ม การใช้เวทีการค้าและงานแสดงสินค้านานาชาติในการขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการเชื่อมโยงเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ข้าวไทยยังคงเป็นสินค้าเกษตรหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เกษตรกร และระบบอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างยั่งยืน

