“รมช.มหาดไทย” เดินหน้ารื้อโครงสร้าง 3 การไฟฟ้า เล็งลดค่าไฟเหลือ 3 บาท ตัด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

“รมช.มหาดไทย” เดินหน้ารื้อโครงสร้าง 3 การไฟฟ้า เล็งลดค่าไฟเหลือ 3 บาท ตัด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน
  • Published29 มิถุนายน 2026

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยเตรียมร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รื้อระบบการบริหารของ 3 การไฟฟ้า พร้อมเดินหน้าแผนปลดภาระค่าไฟสาธารณะและค่าเอฟที (FT) ออกจากบิลค่าไฟของประชาชน หลังแบกรับต้นทุนดังกล่าวมานานกว่า 30 ปี

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 08.20 น. ที่รัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการร่วมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยมี 2-3 สมการหลักในการพิจารณา ซึ่งมุ่งเน้นการแยกภาระค่าเอฟทีออกจากค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายพลพีร์ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกับนายเอกกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปแนวทางก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลมีความตั้งใจแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงปี 2530–2535 หรือกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แนวทางที่กำลังพิจารณาประกอบด้วยการจัดการภาระค่าไฟสาธารณะ ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในของหน่วยงานการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และการบริหารจัดการ “ลอส” หรือการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับในค่าไฟ

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีแนวคิดผลักดันให้ค่าไฟลดลง โดยเฉพาะค่าไฟมิเตอร์ชั่วคราวที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 7–8 บาท ให้ลดลงเหลือประมาณ 3 บาท เพื่อให้ใกล้เคียงกับค่าไฟในภาคครัวเรือน และลดภาระของประชาชนที่ใช้บริการดังกล่าว

เมื่อถามถึงแนวทางทางกฎหมายในการดำเนินการ นายพลพีร์ ระบุว่า อาจใช้ทั้งการปรับโครงสร้างภายใน การออกประกาศ หรือมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งบังคับใช้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจากภาษีเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าแนวทางนี้ไม่ใช่การใช้เงินภาษีอุดหนุน แต่เป็นการปรับระบบรายได้และรายจ่ายของหน่วยงานรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชน รวมถึงค่า “Adder” หรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจเป็นต้นทุนที่สูงเกินจริง และต้องมีการเจรจาเพื่อปรับลดหรือยุติในอนาคต เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินการ นายพลพีร์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด แม้จะต้องมีการบูรณาการข้อมูลและปรับโครงสร้างหลายส่วน รวมถึงสัญญาที่ผูกพันกับภาคเอกชนและต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับค่า FT ซึ่งมีการปรับทุก 4 เดือน

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้สามารถลดภาระค่าไฟรวมของประเทศลงได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี หากสามารถปรับโครงสร้างได้สำเร็จ และทำให้ระบบการจัดเก็บค่าไฟมีความเป็นธรรมมากขึ้นต่อประชาชน