“ศาล รธน.” มีมติ 7 ต่อ 2 ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยในส่วนแรกของ พ.ร.ก.ดังกล่าว คือ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะข้อความที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติในข้อ (2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเงินกู้ไปใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งเช่นกัน
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นเสียงข้างมาก 7 ราย ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นเสียงข้างน้อย 2 ราย ได้แก่ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต โดยเห็นว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติไว้ในข้อ (2) รวมถึงบัญชีท้ายพระราชกำหนด เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ ข้อ 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากทำให้ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด

