“รักชนก” แฉพิรุธ “TH-AI Passport” อ้างล็อกสเปกจอโฆษณา เตรียมยื่น “CIB-ปปง.” สอบปมทุจริต
วันที่ 24 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า เดิมโครงการดังกล่าวมีกำหนดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดลงทะเบียนออกไป และขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดลงทะเบียนที่ชัดเจน
นางสาวรักชนก กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และคณะกรรมการจัดทำร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) เข้าชี้แจง แต่ปรากฏว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่รัฐมนตรีไม่ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง รวมถึงปลัดกระทรวงก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเช่นกัน
นอกจากนี้ ระหว่างการพิจารณายังพบว่ามีข้าราชการบางส่วนขอตัวกลับก่อน ทั้งที่การหารือดำเนินไปไม่ถึง 1 ชั่วโมง และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการส่งมอบเอกสารที่คณะกรรมาธิการร้องขอ
โดยประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบ คือข้อกำหนดใน TOR ข้อ 5.1, 5.2 และ 5.3 ซึ่งระบุให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านบิลบอร์ดทั่วประเทศจำนวน 400 จุด จอแสดงผลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด
นางสาวรักชนก กล่าวว่า ตัวแทนบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ ชี้แจงว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวมีมูลค่าเพียง 900,000 กว่าบาท และไม่ใช่สาระสำคัญของโครงการ แต่จากการตรวจสอบราคาอ้างอิงแพ็กเกจโฆษณาของบริษัท แพลน บี ซึ่งมีเครือข่ายจอทั่วประเทศ พบว่ามูลค่าตามสเปกดังกล่าวควรอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านบาท
ดังนั้น การกำหนดราคากลางไว้เพียง 900,000 บาท อาจเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงข่ายจอโฆษณาอาจไม่สามารถทำราคาในระดับดังกล่าวได้ และอาจทำให้เหลือผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
นอกจากนี้ ยังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการให้คะแนนด้านเทคนิค โดยตัวแทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ข้อมูลว่า บริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาไม่ได้ระบุว่าจะใช้จอโฆษณาของบริษัทใด ทั้งที่ TOR กำหนดให้ต้องเป็นบริษัทระดับท็อป 5 ของประเทศ
นางสาวรักชนก ตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขในส่วนของ AI มีการระบุรายละเอียดชัดเจนว่าต้องใช้ AI ไม่น้อยกว่า 8 ระบบ เช่น Gemini, ChatGPT หรือ Claude และต้องมีสัญญาอนุญาตให้ใช้งาน แต่ในส่วนของจอโฆษณากลับไม่มีการระบุชื่อบริษัทในข้อเสนอทางเทคนิค จึงเกิดคำถามว่าคณะกรรมการสามารถให้คะแนนได้อย่างไร หรือมีข้อมูลบางอย่างอยู่ก่อนแล้วเกี่ยวกับผู้ที่จะชนะการประมูล
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความเกี่ยวข้องเชิงโครงสร้างหรือมีผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) อยู่ในกลุ่มเดียวกับเจ้าของโครงข่ายจอโฆษณาทั่วประเทศหรือไม่
“มูลค่าจะเป็นหนึ่งร้อยล้าน เก้าแสน หรือห้าบาท ไม่สำคัญเท่ากับว่าสิ่งนี้ถูกล็อกอยู่ใน TOR ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการต้องทำให้ได้ตามสเปก การพยายามบอกว่ามูลค่าเพียงเก้าแสนบาทเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่ล็อกทั้งโครงการ และอาจกีดกันผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่สามารถทำราคาได้” นางสาวรักชนก กล่าว
สำหรับเอกสารที่คณะกรรมาธิการร้องขอ ได้แก่ ข้อเสนอของผู้เข้าร่วมประมูลและหลักเกณฑ์การให้คะแนน ซึ่งมีความยาวมากกว่า 700 หน้า โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอ้างข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบ
อย่างไรก็ตาม นางสาวรักชนก ระบุว่า ได้โต้แย้งโดยอ้างมาตรา 4 (4) ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งไม่บังคับใช้กับรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ พร้อมเปิดเผยว่าได้นัดหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกครั้งในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพื่อหารือร่วมกับบริษัทผู้ชนะการประมูลและบริษัทที่เกี่ยวข้อง
พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีส่งเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วนก่อนวันนัดหมาย หากมีความตั้งใจที่จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส
ส่วนแนวทางการดำเนินคดี นางสาวรักชนก เปิดเผยว่า หลังหารือกับนายรังสิมันต์ โรม ได้รับคำแนะนำว่า ไม่ควรยื่นเรื่องเพียงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากกระบวนการอาจใช้เวลานานจนเรื่องเงียบหาย
จึงเตรียมยื่นเรื่องต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและข้อพิรุธของโครงการ โดยหากพบมูลความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตให้มีการตรวจสอบผ่าน 6 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ตำรวจสอบสวนกลาง ปปง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และ ป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มีท่าทีต่อโครงการแตกต่างจากแนวทางของคณะกรรมาธิการและนางสาวรักชนก นางสาวรักชนกตอบว่า ควรไปสอบถามนายภาวุธโดยตรง
พร้อมย้ำว่า จุดยืนของพรรคประชาชนคือ ต้องการยุติโครงการที่มีข้อพิรุธ หรือมีลักษณะส่อไปในทางทุจริตและการล็อกสเปก แม้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของโครงการได้ แต่ฝ่ายที่มีอำนาจไม่ควรเบี่ยงเบนประเด็นจากข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปกไปสู่ประเด็นความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียว

