“นายกฯ อนุทิน” เปิดประชุม IMF-ธนาคารโลก 2026 ชูไทยเป็นผู้เชื่อมโลก รับมือ AI-ภูมิรัฐศาสตร์-โลกร้อน

“นายกฯ อนุทิน” เปิดประชุม IMF-ธนาคารโลก 2026 ชูไทยเป็นผู้เชื่อมโลก รับมือ AI-ภูมิรัฐศาสตร์-โลกร้อน
  • Published16 ตุลาคม 2026

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีนายการ์โลส สปัลดิง ประธานธนาคารกลางแห่งปารากวัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมด้วยประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้แทนสถาบันการเงินจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 4,000 คน รวมถึงนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และนายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก

พิธีเปิดการประชุมเริ่มต้นด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมชุดพิเศษ “สายธารสวรรค์ สายน้ำแห่งความร่วมมือกันอย่างเป็นนิรันดร์” ซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The River of Angels” ถ่ายทอดขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมอันงดงาม และจิตวิญญาณแห่งมิตรไมตรีของไทยให้ผู้แทนจากนานาประเทศได้สัมผัส

นายการ์โลส สปัลดิง ประธานในที่ประชุม กล่าวชื่นชมการแสดงว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมที่งดงามและน่าประทับใจ พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนและทางการไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยไมตรีจิต สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติครั้งสำคัญ

จากนั้น ประธานในที่ประชุมได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นจุดนัดพบของผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดที่หลากหลายมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่เชื่อมโยงโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

นายอนุทินยังย้อนรำลึกว่า ประเทศไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมครั้งสำคัญดังกล่าว และในปี 2569 ประเทศไทยได้กลับมาต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกอีกครั้ง หลังผ่านไป 35 ปี

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า โลกในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างมาก หากในปี 2534 เครื่องโทรสารเป็นสัญลักษณ์ของความรวดเร็วในการสื่อสาร ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ กำลังเข้ามาพลิกโฉมกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน กระแสการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกได้เผชิญความท้าทายจากความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดที่ประชาคมโลกจำเป็นต้องร่วมกันรับมือ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงหัวข้อหลักของการประชุม “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: เสริมพลังประชาชน สร้างความพร้อมรับมือและฟื้นตัว” ว่า ไม่ได้หมายถึงอนาคตของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงอนาคตร่วมกันของทุกประเทศ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การสร้างความพร้อมรับมือและความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤต จำเป็นต้องอาศัยระบบการค้าที่เปิดกว้าง การเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุน ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกื้อกูลกัน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ และประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างทั่วถึง

สำหรับประเทศไทย นายอนุทินระบุว่า แนวทางสำคัญในการสร้างความร่วมมือและมรดกแห่งการพัฒนาในระยะยาว คือการแสดงบทบาทในฐานะ “ผู้เชื่อมโยง” โดยมุ่งเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค เชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับบุคลากร เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมสามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่าอาเซียนสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาคเข้ากับตลาดโลก ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ และส่งเสริมการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรีกล่าวเรียกร้องให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กลุ่มธนาคารโลก และพันธมิตรจากทั่วโลก ร่วมกันเปลี่ยนการเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม พร้อมเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นโอกาสสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจโลกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้แก่สังคมได้อย่างยั่งยืน

การประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้นำและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ การเงิน และความท้าทายระดับโลก โดยประเทศไทยมุ่งใช้โอกาสดังกล่าวส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมผลักดันบทบาทของไทยและอาเซียนในการเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และผู้คน เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคต