“บิ๊กโจ๊ก” ลั่นไม่หนี! พร้อมสู้ทุกคดี เตรียมแฉข้อมูลลับเขย่าวงการสีกากี
“บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ยังอยู่ ไม่ได้หนี และพร้อมสู้ทุกคดี” หลังถูกกล่าวหาหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยออกโรงตอบโต้ทันทีว่าคดีดังกล่าวเป็นเพียงการ “ปิดปาก” เพราะตนเปิดเผยเรื่องจริงเกี่ยวกับส่วยเว็บพนัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ตำรวจทั่วประเทศต่างรู้กัน พร้อมย้ำว่าข้อมูลในมือแน่นจนบางฝ่ายเริ่มร้อนตัว และเตรียมเปิดเกมโต้กลับด้วยหลักฐานและข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมมานานกว่า 1 ปี โดยจะมี “ข่าวใหญ่” รวมไทม์ไลน์การทำงานของผู้มีอำนาจภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาในเร็ว ๆ นี้ พร้อมทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “คนที่จะหนีไม่ใช่ผม” ก่อนเดินทางไปศาลและลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยประชาชน ท่ามกลางศึกสีกากีเดือดที่รอวันเปิดไพ่ทั้งหมดต่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.68 บริเวณหน้าศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางเข้ากองบังคับการปราบปราม เพื่อพบนักงานสอบสวน โดยยืนยันต่อหน้าสื่อว่าตน “ยังอยู่ในพื้นที่ ไม่ได้หลบหนี” และมาตามกระบวนการยุติธรรม หลังทราบว่ามีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า เช้าวันเดียวกันทราบว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตน แต่ย้ำว่า “จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหมายเรียก และยังไม่มีข้อกล่าวหาแม้แต่ข้อหาเดียว” การเดินทางมาปรากฏตัวที่ บก.ป. จึงเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเชื่อว่าคดีนี้เป็นลักษณะการ “แจ้งความเพื่อปิดปาก” เพราะตนเพียงแสดงความคิดเห็นบนข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมย้ำคำพูดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ตำรวจคือองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด” ซึ่งเกิดจากข้อเท็จจริงที่มีตำรวจจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวพันกับส่วยเว็บพนัน ทั้งในระดับนายตำรวจ 30 กว่าราย รวมถึงกลุ่มกว่า 200 รายที่ถูกเปิดเผย และมีรายชื่อระดับ ผบ.ตร. ปรากฏในนั้น
เขาระบุว่า หากย้อนดูคลิปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา จะเห็นว่าตนไม่ได้เจาะจงพาดพิงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ประชาชนรับรู้มานาน และท้วงติง ผบ.ตร. ว่าควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนแจ้งความ เพราะข้อกล่าวหานี้อาจย้อนกลับไปถึงผู้กล่าวหา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงไม่ไปแจ้งความ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ซึ่งแสดงความเห็นรุนแรงกว่า โดยพูดว่า “ตำรวจไทยไม่ใช่องค์กรอาชญากรรมใหญ่ที่สุด แต่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยซ้ำ”
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวว่าที่ถูกเล่นงานเพราะ “เป็นตัวจี๊ด และรู้ข้อมูลมากที่สุด” พร้อมประกาศว่าจะทยอยเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างในเร็ว ๆ นี้ พร้อมย้ำว่าหากมีหมายเรียก ตนจะเข้าพบทันที เพราะคดีหมิ่นประมาทไม่มีสิทธิคุมตัวหรือออกหมายจับ เนื่องจากอัตราโทษไม่เกิน 3 ปี “สูงสุดคือหมายเรียกเท่านั้น” แต่ต้องขอสิทธิรับรู้ข้อกล่าวหาก่อนให้ปากคำ โดยตนได้ประสานผู้บังคับการกองปราบแล้วว่าจะเข้าพบในวันใด
เจ้าตัวยังเหน็บตำรวจบางนายที่เคยกล่าวหาว่าหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเขาจะหลบหนีว่า “คนที่จะหนีไม่ใช่ผม” พร้อมเปิดเผยว่ารู้ข้อมูลแม้กระทั่ง “พิกัดบ้านในอังกฤษ” ของบุคคลสำคัญบางราย และเชื่อว่า “ความจริงจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาเอง”
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาแม้จะเงียบ แต่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด “เหมือนนักมวยซ้อมทุกวัน และวันนี้ถึงเวลาชกจริงแล้ว” พร้อมยืนยันว่ารู้ชัดว่าพนักงานสอบสวนรายใดทำงานถูกต้องหรือทำผิด เตรียม “รวมยอดเปิดข้อมูลครั้งใหญ่” ในสัปดาห์หน้า
สำหรับกระแสที่มองว่าการปรากฏตัวครั้งนี้เหมือนเป็นการ “เหยียบถิ่น” ของผู้ที่เคยกล่าวหาว่าเขาจะหลบหนีออกนอกประเทศ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า บุคคลเหล่านั้นเพียงทำหน้าที่ทดแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะได้รับ “ตั๋วช้าง” มาแล้ว พร้อมย้ำว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต้องอยู่บนหลักกฎหมาย ส่วนเรื่องส่วนตัวไว้ทีหลัง
เขายังกล่าวถึงปัญหาเว็บพนันและสแกมเมอร์ว่าเป็นเพียง “ลิเกโรงหนึ่ง” เพราะไม่มีมาตรการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม จนทั้งนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร. ไม่สามารถจัดการได้จริง ขณะที่เรื่องส่วยตำรวจก็ยังถูกร้องเรียนจากทั่วประเทศแต่ไม่ถูกแก้ไข
หลังเสร็จสิ้นการแสดงตัวที่ บก.ป. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางต่อไปยังศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินกระบวนการตามกำหนด ก่อนจะลงพื้นที่ภาคใต้ในช่วงค่ำเพื่อช่วยประชาชน โดยย้ำว่าตน “ไม่ได้หนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการทุกขั้นตอน”
หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เขาเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่สอบถามเบื้องต้นว่าต้องการให้ถ้อยคำหรือเพียงลงบันทึกประจำวันยืนยันการอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าตัวแจ้งว่าต้องการพบพนักงานสอบสวนโดยตรง เพื่อสอบถามให้ชัดว่าข้อกล่าวหาใดบ้างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าเข้าข่ายความผิด และมีถ้อยคำส่วนใดที่ถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย
พนักงานสอบสวนชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกแจ้งมีเพียง “หมิ่นประมาท” เท่านั้น ส่วนสื่อมวลชนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ หลังรับทราบข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมย้ำว่าความเห็นทั้งหมดเป็นข้อมูลจริงที่ประชาชนควรรู้ และเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบภายในองค์กรตำรวจ ก่อนมุ่งหน้าไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเดินหน้าภารกิจตามกำหนดการต่อไป

