“ดีเอสไอ” บุกค้น 5 จุด คดีสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านราย เตรียมเรียก “ธรรมนัส-นฤมล”ให้ข้อมูล
เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2569 ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีคณะพนักงานสอบสวนเข้าตรวจค้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย เพื่อนำไปแลกเหรียญดิจิทัล ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายกองทุนต่างประเทศ โดยหลังรับเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 5 จุด ใช้หมายค้น 4 หมาย
จากการตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสารสำคัญ และเครื่องสแกนม่านตาได้จำนวน 4 เครื่อง ภายในบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ย่านรามคำแหง เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ว่ามีการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาของคนไทยกว่า 1.2 ล้านรายไว้ที่ใด และมีการถ่ายโอนข้อมูลออกไปหรือไม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของข้อมูลส่วนบุคคลในอนาคต ส่วนผู้ต้องหายังไม่ระบุเป็นรายบุคคล เนื่องจากต้องรอการวิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดก่อน จึงจะทราบว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ร.ต.อ.สุรวุฒิ ระบุว่า ดีเอสไอได้ประสานการทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อพิจารณาว่าจะมีการกล่าวโทษผู้ใดที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยกรณีการสแกนม่านตาในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายระบุชัดว่าเป็นความผิดโดยตรง แต่สามารถใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากพบว่ามีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อแลกเหรียญดิจิทัล ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอยู่ในความดูแลของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ ต้องพิจารณาร่วมกันว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใด เนื่องจากรูปแบบการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. จะเคยทำงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์ในบางส่วนแล้วก็ตาม
รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่พบตัวนาย อ. ซึ่งได้ติดต่อชี้แจงว่าติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ได้มีการประสานส่งหมายเรียกให้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้เตรียมประเด็นสอบสวนไว้อย่างครบถ้วน เนื่องจากตรวจพบว่านาย อ. มีรายชื่อเป็นกรรมการในบริษัททั้ง 4 แห่ง และมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลค่อนข้างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในกรณีที่มีภาพปรากฏของ ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ในวันลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับบริษัทจากประเทศสิงคโปร์นั้น ดีเอสไอระบุว่า ภายหลังจะต้องเชิญทั้งสองมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเกี่ยวข้องในส่วนใดบ้าง โดยย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด

