“ปปส.” เปิด “ยุทธการตัดเนื้อร้าย” ล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวค้ายาข้ามชาติ ยึดทรัพย์-ฟันคดีสูงสุด
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงการปฏิบัติการเชิงรุกภายใต้ชื่อ “ยุทธการตัดเนื้อร้าย” ซึ่งมีเป้าหมายกวาดล้างและขุดรากถอนโคนเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด โดยมุ่งสร้างความโปร่งใสในระบบราชการและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมยืนยันแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญคือการปราบปรามอย่างไม่มีข้อยกเว้น หากพบหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือข้ามชาติ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยขั้นสูงสุด รวมถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อส่งสัญญาณว่าหน่วยงานรัฐต้องสะอาดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการ “ยุทธการตัดเนื้อร้าย” ได้ดำเนินการจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านสืบสวนปราบปรามในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ป.ป.ส. ผ่านสำนักปราบปรามยาเสพติดและสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 4 ได้ประสาน พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินการจับกุม ส.ต.อ.นนทพัทธ์ฯ (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับศาลจังหวัดบึงกาฬที่ 26/2569 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ต้องหารายดังกล่าวมีบทบาทเป็นผู้ประสานควบคุมการลำเลียงยาเสพติด และรับโอนเงินค่ายาร่วมกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว สืบเนื่องจากคดีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ สภ.บึงกาฬ จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,594,000 เม็ด ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ใช้เวลาสืบสวนขยายผลนานกว่า 3 เดือน จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 4 ราย ประกอบด้วย ประชาชน 3 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย โดยพบหลักฐานสำคัญทั้งเส้นทางการเงินและพยานแวดล้อมที่เชื่อมโยงเครือข่ายอย่างชัดเจน รายชื่อผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้แก่ 1) นางภูเวียงฯ (สงวนนามสกุล) ชาวลาว ผู้สั่งการลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย 2) นายชาญยุทธฯ (สงวนนามสกุล) ชาวไทย ผู้ร่วมขบวนการและจัดหารถยนต์ลำเลียง 3) น.ส.ปุณยวีร์ฯ (สงวนนามสกุล) ชาวไทย ผู้ร่วมขบวนการและจัดหารถยนต์ลำเลียง และ 4) ส.ต.อ.นนทพัทธ์ฯ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการลำเลียงยาเสพติด รวมถึงรับโอนเงินค่ายาร่วมกับเครือข่ายข้ามชาติ
ต่อมาในช่วงวันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทั้ง 4 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน ชาวลาว 1 คน และชาวไทย 2 คน ได้แก่ ส.ต.อ.นนทพัทธ์ฯ อายุ 27 ปี นางภูเวียงฯ อายุ 30 ปี นายชาญยุทธฯ อายุ 38 ปี และ น.ส.ปุณยวีร์ฯ อายุ 48 ปี โดยการจับกุมเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อเนื่องไปยัง จ.นครพนม และ จ.ขอนแก่น พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินรวมมูลค่า 1,600,000 บาท เป็นรถยนต์ 3 คัน และอายัดเงินในบัญชีธนาคาร 4 บัญชี รวมยอดเงิน 985,837 บาท
จากการสืบสวนพบว่า นางภูเวียงฯ นักค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวลาว มีพฤติการณ์จัดหายาเสพติดจาก สปป.ลาว ส่งเข้ามายังประเทศไทย โดยมีการจัดทีมลำเลียงและประสานเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเครือข่าย ซึ่งในช่วงปี 2568 พบคดีที่เกี่ยวข้องกับนางภูเวียงฯ รวม 6 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 6 คน พร้อมของกลางยาบ้า 5,800,000 เม็ด และไอซ์ 917 กิโลกรัม ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จ.บึงกาฬ จ.สระบุรี และ จ.ราชบุรี
เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยอีกว่า ได้มอบหมายให้อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติดประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์ เข้าหารือกับ พันเอกแพง ไซยะวง หัวหน้ากรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด สปป.ลาว เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการสืบสวนและปฏิบัติการร่วมระหว่างประเทศ ไทย – สปป.ลาว ในการขยายผลเครือข่าย ทั้งด้านบุคคลและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าการกำจัด “เนื้อร้าย” หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดถือเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าตรวจสอบและยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการให้ถึงที่สุด
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหายืดเยื้อ คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มใช้อำนาจในทางที่ผิด ทั้งการสนับสนุน เอื้อประโยชน์ หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายค้ายาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จึงกำหนดยุทธการนี้เป็นกลไกหลักในการทำความสะอาดระบบราชการ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด

