“ACSC” เปิดสถิติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สัปดาห์เดียว 6,736 คดี เสียหาย 429 ล้าน เตือนภัยลงทุนปลอมพุ่งแรง
เมื่อวันที่ 23 ก.พ.69 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้เปิดเผยสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังดำเนินการสืบสวนจับกุมและช่วยเหลือผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์
ตั้งแต่วันที่ 15–21 ก.พ.69 มีคดีที่รับแจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 6,736 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 429,349,191 บาท โดยจำนวนคดีลดลงจากช่วงวันที่ 8–14 ก.พ.69 จำนวน 551 คดี และมูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 70,673,521 บาท ทีมวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน ถือเป็นสัปดาห์ที่สถิติมีแนวโน้มดีขึ้น
หากพิจารณาตามจำนวนคดีที่รับแจ้ง อันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70.13% สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยคนร้ายมุ่งหลอกเหยื่อจำนวนมาก แม้มูลค่าความเสียหายต่อคดีจะไม่สูงมาก แต่ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คือการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ซึ่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม หากเทียบตามมูลค่าความเสียหาย พบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลง โดยการหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 มูลค่าความเสียหายเพิ่มจาก 93 ล้านบาท เป็น 123 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คือการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้
ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน SEC Check First ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ” มีเลขที่ใบอนุญาต ประเภทใบอนุญาตชัดเจน รวมถึงมีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน ข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้ และรายชื่อผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้บริหารปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง โดยชื่อบัญชีต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากมีการให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลบ่อยครั้ง ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ และควรหยุดโอนเงินทันที พร้อมตรวจสอบกับบริษัทผ่านช่องทางหลัก
ระวังแอปพลิเคชันปลอม เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถสร้างแอปฯ เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปทางการได้ แม้จะเผยแพร่ใน App Store หรือ Google Play ก็อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป จึงควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้โอนเงิน
จากการวิเคราะห์สถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีช่วงวันที่ 15–21 ก.พ.69 พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และกลุ่มอายุ 31–40 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยอันดับ 1 คดีหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ คือกลุ่มอายุ 31–40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ เป็นกลุ่มอายุเดียวกัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากลุ่มอายุ 41–50 ปี เพียง 1 ราย และอันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ คือกลุ่มอายุ 18–25 ปี
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ได้รับแจ้งเหตุและประสานงานร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งสิ้น 24 เคส สามารถระงับการโอนเงินก่อนเข้าสู่บัญชีมิจฉาชีพได้ 25 ราย รวมมูลค่ากว่า 4,543,100 บาท และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คดี
สำหรับเคสช่วยเหลือที่น่าสนใจ ได้แก่ เคสแรก เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ปากเกร็ด เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายชายวัย 82 ปี หลังถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร กล่าวหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ก่อนโอนสายให้บุคคลที่อ้างเป็นตำรวจ สภ.ขอนแก่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลอกให้โอนเงินตรวจสอบรวม 7 ครั้ง มูลค่าความเสียหายประมาณ 2.6 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้แจ้งความออนไลน์ผ่านสายด่วน 1441 และรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย
เคสที่สอง เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สน.ประชาชื่น ช่วยเหลือหญิงวัย 20 ปี หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารและตำรวจ หลอกว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ก่อนให้โอนเงินตรวจสอบเส้นทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวม 4,630,372 บาท
ส่วนเคสที่สาม เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 63 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินกว่า 2,962,500 บาท ให้บัญชีม้า โดยคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกว่าจะคืนเงินค่าประกันและให้เข้าแอปธนาคาร ก่อนเปลี่ยนภาษาแอปจากไทยเป็นอังกฤษและให้ทำตามขั้นตอนจนเกิดการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายกลโกงและแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

