ศาลสั่งจำคุก! “สนธิ ลิ้มทองกุล” 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่น “ธนกร” ชดใช้ 2 ล้าน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 714 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2851/2566 ซึ่งนายธนกร นันที อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการ “สนธิทอล์ค” เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากช่วงระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 3 กันยายน 2566 นายสนธิได้กล่าวหาโจทก์ผ่านรายการและสื่อในเครือผู้จัดการ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต 5 โครงการ ได้แก่ การซื้อที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท. ในประเทศอินโดนีเซีย การปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับหุ้น EARTH กรณีสต็อกน้ำมัน การฮั้วซื้อขายน้ำมัน และการเสนอให้ ปตท. เข้าซื้อหุ้นสตาร์ค โดยโจทก์เรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท
จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว โดยก่อนหน้านี้ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เนื่องจากนายสนธิประสบอุบัติเหตุลื่นล้มศีรษะแตก ต้องพักรักษาตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ กระทั่งในวันนี้ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความและผู้ติดตาม
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า การที่จำเลยนำเสนอข้อมูลผ่านรายการและสื่อในเครือ มีลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการต่าง ๆ ซึ่งเมื่อบุคคลทั่วไปได้รับฟังย่อมเข้าใจว่าโจทก์กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา จึงเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท
แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นเพียงการนำข้อมูลมาปะติดปะต่อเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ แต่ศาลเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาได้ อีกทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นการติชมโดยสุจริต เนื่องจากมีผลกระทบต่อองค์กรที่รัฐถือหุ้นและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้จำเลยลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์จำนวน 7 ฉบับ โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องจำนวน 50 ล้านบาท ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นถึงความเสียหายทางธุรกิจอย่างชัดเจน แม้อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน แต่ก็เป็นเรื่องที่อาจเกิดกำไรหรือขาดทุนได้ จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1 ล้านบาท และชดใช้ค่าเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงอีก 1 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท
ภายหลังคำพิพากษา ทนายความของนายสนธิได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

