“นายกฯ” ลั่นล้างบางอันธพาล-คอลเซ็นเตอร์ สั่ง “ผู้ว่าฯ–ผบก.” 76 จว. ใครถาม “รู้ไหมผมเป็นใคร” จัดการได้เลย

“นายกฯ” ลั่นล้างบางอันธพาล-คอลเซ็นเตอร์ สั่ง “ผู้ว่าฯ–ผบก.” 76 จว. ใครถาม “รู้ไหมผมเป็นใคร” จัดการได้เลย
  • Published21 พฤษภาคม 2026

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมรถโมบายของตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งใช้ดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงรถโมบายบริการทำบัตรประชาชนเคลื่อนที่ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก่อนเดินชมนิทรรศการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล

ต่อมาเวลา 10.10 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือเวิร์กชอป เรื่องการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานสำคัญ ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอิสระต่าง ๆ เพื่อบูรณาการการทำงานด้านความมั่นคงอย่างเป็นเอกภาพ โดยย้ำว่าหากทุกหน่วยงานเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะนำไปสู่ความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง ถือเป็น 4 เสาหลักสำคัญในการดูแลความมั่นคงภายในประเทศ

นายอนุทินเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมจังหวัด” มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล วางแผนเชิงรุก และใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้มีอิทธิพล พร้อมระบุว่า การแก้ปัญหาต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงตอบสนองกระแสข่าวชั่วครั้งชั่วคราว

“อย่าทำเป็นพลุตะไล มีเหตุแล้วค่อยไปตอบสนอง อยากให้วางแผนล่วงหน้า ปราบปรามอาชญากรรมอย่างมั่นคง ยั่งยืน และต่อเนื่อง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทินยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีจิตสำนึกในการปกป้องประชาชน รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นประชาชนถูกข่มเหงรังแก พร้อมย้ำเป้าหมายสำคัญคือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” เพื่อสร้างความปลอดภัยทั้งแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท โดยเฉพาะคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมกำชับให้ขยายผลไปถึงผู้บงการรายใหญ่

ในช่วงหนึ่งของการมอบนโยบาย นายอนุทินกล่าวถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืน โดยระบุว่า กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งห้ามบุคคลทั่วไปพกพาอาวุธปืน มีเพียงเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถพกพาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้เท่านั้น หากพบประชาชนพกอาวุธปืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

“ไม่มีเหตุผลใดที่คนไทยต้องพกปืนออกไปป้องกันตัว คนที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนคือเจ้าหน้าที่รัฐ ประเทศนี้ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน แต่เป็นประเทศที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงผู้มีอิทธิพลที่มักอ้างตัวเหนือกฎหมาย โดยระบุว่า บุคคลที่ชอบถามเจ้าหน้าที่ว่า “รู้ไหมว่าผมเป็นใคร” หากยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เจ้าหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องรู้เช่นกัน และต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

“พวกอยู่เหนือกฎหมาย มักเป็นโรคความจำเสื่อม เวลาถูกจับจะถามว่ารู้ไหมผมเป็นใคร ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องรู้ จัดการให้หมด คนที่ข่มเหงประชาชนไม่มีค่า ต้องจัดการจริงจัง” นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลแรงกดดันทางการเมือง หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีใครสามารถสั่งการในทางมิชอบเพื่อช่วยเหลือบุคคลใดได้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงปัญหาอาชญากรรมที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจนอมินี และเครือข่ายผิดกฎหมายข้ามชาติ โดยย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาข่มเหงคนไทยในประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มประชุมเชิงปฏิบัติการออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง โดยมีประเด็นสำคัญ 9 ด้าน ได้แก่ การบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ธุรกิจนอมินี ยาเสพติด การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง