“นายกฯ” เผยสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ. คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นไม่ซูเอี๋ย ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในทุกระดับแล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้ที่อาจเกี่ยวข้องแล้ว
นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในส่วนที่รับผิดชอบเช่นกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ความผิดในคดีนี้ต้องแยกดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการสอบสวนคู่ขนานกันไป ก่อนที่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ข้อเท็จจริงมีความครบถ้วนและรัดกุม
“ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่มีการช่วยเหลือ หรือซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอน เพราะใช้หน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบปรามโดยตรงเป็นผู้ดำเนินการ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รายชื่อผู้ถูกสอบสวนของแต่ละหน่วยงานตรงกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลลับ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่ยืนยันว่าได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และโปร่งใส
เมื่อถามถึงจำนวนผู้ถูกสอบสวนในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวเพียงว่า เป็นข้อมูลลับเช่นเดียวกัน
นายอนุทิน เปิดเผยอีกว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รายงานว่า ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้วในช่วงบ่ายของวันที่ 6 กรกฎาคม
สำหรับบทบาทของคณะกรรมการที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธานนั้น นายกรัฐมนตรีอธิบายว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับติดตามภาพรวมของคดี เนื่องจากเป็นคดีที่มีความร้ายแรงและอยู่ในความสนใจของสังคม แต่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีโดยตรง เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ทั้งนี้ คณะกรรมการประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด
เมื่อถูกถามว่า ผู้ที่ถูกสอบสวนวินัยร้ายแรงจะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะนี้บางรายถูกเรียกมาช่วยราชการเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งเดิมแล้ว ส่วนการดำเนินการในแต่ละกรณีจะพิจารณาตามพยานหลักฐานที่มี หากมีหลักฐานชัดเจนก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากยังต้องสืบสวนหรือสอบพยานเพิ่มเติม ก็จะดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกหน่วยงานกำลังดำเนินการควบคู่กันไป และแต่ละหน่วยงานต่างเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน
เมื่อถามถึงกรอบเวลาการสอบสวน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทยในการกำหนดกรอบเวลาการสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะที่คณะกรรมการชุดใหญ่ของสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดกรอบดำเนินการเบื้องต้นไว้ภายใน 30 วัน ส่วนคณะกรรมการชุดย่อยจะใช้ระยะเวลาตามความเหมาะสมของข้อเท็จจริง แต่ยืนยันว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับตาและรัฐบาลต้องชี้แจงต่อประชาชนให้ได้
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยไม่คำนึงถึงบุคคลใด
“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือหน้าใครทั้งสิ้น” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการทั้ง 5 ราย จะถูกสั่งให้ขาดจากตำแหน่งเดิม แต่ยังคงสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี นางสาวบุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป. ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ

