“ฟิล์ม รัฐภูมิ” เข้าพบดีเอสไอ! รับทราบข้อหาคดี Forex ยืนยันไม่ใช่โบรกเกอร์ ไม่เคยชวนลงทุน
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ อาคารซี ชั้น 2 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ “ฟิล์ม” นักแสดงชื่อดัง พร้อมด้วย ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากพนักงานสอบสวนพบข้อมูลความเชื่อมโยงทางธุรกรรมกับ บริษัท อีเธอร์เวลธ์ จำกัด ซึ่งถูกระบุว่าเป็นกลุ่มโบรกเกอร์ในเครือข่าย และพบรายการรับโอนเงินจากนายภูริทัต (สงวนนามสกุล) จำนวน 6,000,100 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 โดยมีมูลค่าธุรกรรมสะสมรวม 142,919,860.13 บาท
นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังตรวจพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท HF Markets (SV) Ltd ซึ่งจดทะเบียนในประเทศเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ โดยระบุว่าโบรกเกอร์ลักษณะดังกล่าวมักจดทะเบียนในต่างประเทศในรูปแบบนอกชายฝั่ง เช่น เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ สาธารณรัฐเซเชลส์ สหราชอาณาจักร หมู่เกาะเคย์แมน และคอโมโรส เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของประเทศไทย ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้ลงทุนอาจประสบปัญหาในการใช้สิทธิตามกฎหมายและการติดตามทรัพย์สินคืน
จากข้อมูลดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงเตรียมสอบถามนายรัฐภูมิถึงที่มาของเส้นทางการเงิน รวมถึงความเกี่ยวข้องกับบริษัท อีเธอร์เวลธ์ จำกัด และบริษัท HF Markets (SV) Ltd ว่าเป็นธุรกรรมลักษณะใด และมีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างไร
ด้าน ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช เปิดเผยก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า วันนี้พาลูกความมารับทราบข้อกล่าวหาในฐานะผู้ต้องหา พร้อมชี้แจงทุกประเด็นตามข้อสงสัยของพนักงานสอบสวน หากมีเอกสารเพิ่มเติมก็จะนำมาส่งภายหลัง
ทนายประมาณ กล่าวว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับบริษัทเพย์เมนต์เกตเวย์หรือเส้นทางการโอนเงินบางส่วน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายรัฐภูมิ และเชื่อว่าพนักงานสอบสวนมีข้อมูลเส้นทางการเงินครบถ้วนอยู่แล้ว สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินถูกโอนต่อไปยังบุคคลใด จึงเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับลูกความของตน
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่านายรัฐภูมิรับโอนเงินจากนายภูริทัตรวม 142 ล้านบาทนั้น ทนายประมาณระบุว่า ยังไม่ทราบว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากที่ใด และจะทราบรายละเอียดก็ต่อเมื่อได้รับฟังข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนอย่างเป็นทางการ
ทนายประมาณยังกล่าวว่า หลักการออกหมายจับจะต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยปกติจะต้องออกหมายเรียกอย่างน้อย 2 ครั้งก่อน หากไม่มาพบจึงอาจเข้าข่ายขอศาลออกหมายจับได้ พร้อมยืนยันว่าลูกความพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และเชื่อว่าสามารถอธิบายข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด
ด้าน นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มโบรกเกอร์ตามข้อกล่าวหา แม้อาจมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัทที่ตนดำรงตำแหน่งกรรมการ แต่ตนไม่ใช่โบรกเกอร์ ไม่เคยชักชวนบุคคลใดลงทุน และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือบริษัทที่ถูกกล่าวถึงในข่าว
นายรัฐภูมิ กล่าวว่า บริษัทของตนดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ จึงมีบริษัทโบรกเกอร์หลายแห่งติดต่อเข้ามาเพื่อใช้บริการด้านระบบ การเชื่อมต่อข้อมูล และการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี หรือองค์ความรู้เท่านั้น
“ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนมุ่งประเด็นไปที่บริษัทใด เพราะผมเป็นกรรมการหลายบริษัทที่ทำธุรกิจด้านระบบซอฟต์แวร์ วันนี้จึงเตรียมเอกสารประกอบการชี้แจงครบถ้วน ทั้งรายการเดินบัญชีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่า มีรายการรับ-จ่ายกับบริษัท อีเธอร์เวลธ์ จำกัด และบริษัท HFM จำกัด จริงหรือไม่ รวมถึงสามารถชี้แจงได้ว่าเงินทุกก้อนไหลไปที่ใด”
นายรัฐภูมิยืนยันอีกว่า บริษัท อีเธอร์เวลธ์ จำกัด และบริษัท HFM จำกัด ไม่ใช่บริษัทของตนเอง พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท QRS Global นางสาวมัลลิกา ผู้บริหารบริษัท QRS รวมถึงไม่รู้จักโค้ชเจมส์ จึงยังไม่ทราบเหตุผลที่ชื่อของตนปรากฏอยู่ในสำนวนของดีเอสไอ และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี Forex-3D แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ถึง นายภาวุธ หรือ “ป้อม” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังจากเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ได้มอบอำนาจให้ นายอภิเชษฐ ถาบุตร ตัวแทนเข้ายื่นหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวน จากเดิมวันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 และติดภารกิจประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งพนักงานสอบสวนรับทราบคำขอและนัดหมายให้เข้าพบในเวลา 14.00 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569

