“ปกรณ์” ปิดสำนวน “โกงสอบท้องถิ่น” ชง “นายกฯ” ฟัน “บิ๊กข้าราชการ” กว่า 100 ราย ลั่นคดีหนังยาวแต่จบแน่

“ปกรณ์” ปิดสำนวน “โกงสอบท้องถิ่น” ชง “นายกฯ” ฟัน “บิ๊กข้าราชการ” กว่า 100 ราย ลั่นคดีหนังยาวแต่จบแน่
  • Published4 สิงหาคม 2026

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐาน โดยหลังจากนี้คณะกรรมการจะจัดทำรายงาน พร้อมปรับปรุงข้อเสนอแนะ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการในขั้นตอนต่อไป

นายปกรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนปรากฏชัดถึงกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีข้อบกพร่อง ซึ่งพบว่ามีความผิดปกติเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงาน ผู้เกี่ยวข้อง และบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก รวมแล้วมากกว่า 100 คน

สำหรับการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้อง นายปกรณ์ ระบุว่า จะดำเนินการเป็นลำดับ เนื่องจากรายงานฉบับนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องในจุดใด และควรดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีใช้ประกอบการสั่งการ

ส่วนกรณีที่มีการประกาศผลสอบไปแล้วนั้น รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมยอมรับว่าคดีนี้มีการพาดพิงถึงข้าราชการระดับสูง รวมถึงบุคคลภายนอกหลายราย ขณะที่คู่สัญญาบางส่วนก็มีประเด็นที่ต้องดำเนินการทางแพ่งเกี่ยวกับสัญญา เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อรัฐเป็นจำนวนมาก

นายปกรณ์ ยังเห็นว่า กรณีดังกล่าวควรมีการจัดสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กรที่ปล่อยให้เกิดข้อบกพร่องจนส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ โดยกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป พร้อมพิสูจน์เจตนาของผู้เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคล ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติในขั้นตอนการขออัตรากำลัง ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรองและการบรรจุ โดยมีจำนวนผู้ได้รับการรับรองมากกว่าจำนวนอัตราที่ขอไว้ จึงจะเสนอเป็นข้อสังเกตต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้พิจารณาปรับปรุงกรอบอัตรากำลังในอนาคต

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า คณะกรรมการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ช่วงก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ เพื่อหาจุดบกพร่องหรือความผิดปกติที่อาจนำไปสู่การทุจริต โดยในช่วงก่อนสอบได้ตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล รวมถึงพิจารณารายละเอียดของทีโออาร์ว่ามีความถูกต้องหรือมีลักษณะเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใดหรือไม่

สำหรับช่วงระหว่างสอบ มีการตรวจสอบกระบวนการคุมสอบและการแบ่งศูนย์สอบ ขณะที่ช่วงหลังสอบ ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญที่สุด พบประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนน การรับรองรายชื่อผู้สอบผ่าน รวมถึงความผิดปกติของใบคะแนน และการแก้ไขจำนวนผู้ผ่านการสอบ จนทำให้คณะกรรมการสามารถสรุปข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้ครบถ้วน

ทั้งนี้ จะมีการจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งในส่วนของบุคคลที่อาจเข้าข่ายถูกดำเนินคดีทางแพ่ง คดีอาญา ทางวินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจดำเนินคดีโดยตรง

ส่วนการปรับปรุงองค์คณะและแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ผบ.ตร. กล่าวว่า จะเสนอให้กำหนดบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสำนักงาน ก.พ. ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะดำเนินการในมิติของการสืบสวนและดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่

รายงานสรุปดังกล่าวได้จัดทำเสนอคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยได้รับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมและจะมีการปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1-2 วัน ก่อนเสนอประธานคณะกรรมการพิจารณา และนำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป