“นายกฯ” สั่งเยียวยาจิตใจเหยื่อกราดยิงใน รร.เทพศิรินทร์ ลั่นเอาผิดผู้ปกครอง เดินหน้าแก้กฎหมายปืน
นายกฯ สั่งเยียวยาสภาพจิตใจเหยื่อกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ลั่นเอาผิดผู้ปกครอง เหตุปล่อยเด็กเข้าถึงอาวุธปืน เตรียมผลักดันแก้กฎหมาย จำกัดการพกปืนให้เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุด้วยตัวเอง
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ได้สั่งการให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เกิดเหตุแล้ว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทีมแพทย์ เข้าดำเนินการในพื้นที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งจัดทีมจากกรมสุขภาพจิตลงพื้นที่ เพื่อดูแลและเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมถึงนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งแม้บางรายจะไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย แต่ต้องเผชิญกับภาวะตื่นตระหนกและผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น โดยให้ดูแลอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงพื้นที่จุดเกิดเหตุด้วยตัวเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คงไม่สามารถไม่ลงพื้นที่ได้ เพราะต้องการไปตรวจสอบสถานการณ์และดูข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง
“ขณะนี้สถานการณ์จบลงแล้วในแบบที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือเราต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก”
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนว่า ตนยืนยันมาตลอดตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า ไม่เห็นด้วยกับการผ่อนคลายเรื่องดังกล่าว และเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นคำตอบที่ชัดเจน พร้อมขออย่าให้นำเรื่องการเปิดเสรีการพกพาอาวุธปืนมาพูดคุยอีก
เมื่อถามถึงปัญหาอาวุธปืนเถื่อน นายอนุทิน กล่าวว่า จำเป็นต้องควบคุมทั้งเรื่องอาวุธปืนที่มีทะเบียนและอาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเสนอการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน เนื่องจากที่ผ่านมาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถออกมาตรการควบคุม เช่น ห้ามซื้ออาวุธปืน ห้ามครอบครอง และห้ามพกพาอาวุธปืนออกนอกเคหสถานได้ แต่ยังไม่มีอำนาจเพียงพอในการปรับแก้กฎหมาย
“วันนี้ตนคิดว่าน่าจะมีกำลังมากเพียงพอในการแก้กฎหมายเรื่องอาวุธปืน เพื่อไม่ให้อาวุธปืนกลายเป็นเครื่องมือสำหรับคนที่ขาดสติสัมปชัญญะ คนที่จะพกพาหรือใช้อาวุธปืนได้ จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น”
ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีแรงกดดันจากภายในโรงเรียน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ควรด่วนสรุปในขณะนี้ โดยต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่เด็กสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนเข้าไปในโรงเรียนได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กไม่สามารถซื้ออาวุธปืนเองได้ จึงต้องตรวจสอบว่าอาวุธดังกล่าวมาจากผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิดหรือไม่
พร้อมย้ำว่า ผู้ปกครองต้องมีส่วนรับผิดชอบและต้องถูกดำเนินคดี เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างหรือเกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต เพราะผู้ใหญ่มีหน้าที่ดูแลและควบคุมไม่ให้เด็กเข้าถึงอาวุธร้ายแรงได้

