“น่าน” วิกฤต! “น้ำป่า”ทะลักท่วม ถนนขาด 5 เส้นทาง เตือน 2 อำเภอเฝ้าระวังสูงสุด เร่งอพยพชาวบ้าน

“น่าน” วิกฤต! “น้ำป่า”ทะลักท่วม ถนนขาด 5 เส้นทาง เตือน 2 อำเภอเฝ้าระวังสูงสุด เร่งอพยพชาวบ้าน
  • Published19 สิงหาคม 2026

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่าน รวมถึงเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือ โดยได้หารือร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และปลัดอำเภอปัวผ่านระบบประชุมทางไกล

นายเจเศรษฐ์กำชับให้เร่งเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมบริหารจัดการเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงออกจากพื้นที่โดยด่วน รวมทั้งขอให้ติดตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางที่มีประชาชนโพสต์ขอความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ได้สั่งการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เร่งนำเรือเจ็ตสกีและเรือท้องแบนทั้งหมดไปสนับสนุนภารกิจในจังหวัดน่านโดยด่วน พร้อมสั่งการให้เฮลิคอปเตอร์ เคเอ 32 ไปประจำการเพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น่าน รวมถึงให้ประสานหน่วยงานทางหลวง ตำรวจ และอาสาสมัครในพื้นที่ จัดรถนำทางสำหรับนำยานพาหนะ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าพื้นที่โดยเร็ว โดยเฉพาะรถผลิตน้ำดื่ม โรงครัว เครื่องมืออุปกรณ์ และกำลังพล

หากจังหวัดน่านต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม ขอให้เร่งประสานเพื่อจัดส่งสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็นโดยด่วน พร้อมกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหากยังมีฝนตกต่อเนื่อง คาดว่าอาจมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รายงานว่า จากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและฝนตกหนัก ส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดน่านแล้ว 3 อำเภอ ได้แก่ ปัว แม่จริม และสันติสุข โดยเฉพาะอำเภอปัว ซึ่งได้รับผลกระทบในพื้นที่ตำบลปัว ตำบลศิลาแลง ตำบลวรนคร ตำบลศิลาเพชรบางส่วน ตำบลแยงบางส่วน ตำบลอวน และตำบลสถาน รวม 9 ตำบล 35 หมู่บ้าน ครอบคลุมประมาณ 8,000 ครัวเรือน หรือประชาชนราว 16,000 คน อีกทั้งมีถนนขาด 5 เส้นทาง

เบื้องต้นได้จัดตั้งศูนย์อพยพ 10 จุด เพื่อรองรับประชาชน อาทิ หอประชุมอำเภอปัว โรงเรียนชุมชนศิลาเพชร องค์การบริหารส่วนตำบลศิลาเพชร หอประชุมเทศบาลตำบลปัว วัดป่าเหมือน เทศบาลตำบลศิลาแรง โรงเรียนจอมแจ้งวิทยาคาร องค์การบริหารส่วนตำบลวรนคร โรงเรียนบ้านเสี้ยว องค์การบริหารส่วนตำบลไชยวัฒนา ที่ว่าการองค์การบริหารส่วนตำบลภูคา โรงเรียนมัธยมเมืองแงง และศาลาอเนกประสงค์บ้านหัวเมือง

ขณะนี้หน่วยทหาร หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดน่านที่ 1 รวมถึงมูลนิธิสว่างและมูลนิธิเพชรเกษม ได้กระจายกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ร้องขอความช่วยเหลือแล้ว ส่วนประชาชนที่ยังติดอยู่ภายในบ้าน หน่วยทหารกำลังเร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ โดยเฉพาะพื้นที่บ้านร้อง ซึ่งมีกำลังพลประมาณ 70-80 นาย และคาดว่าจะสามารถอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 ส.ค.) มวลน้ำจะไหลต่อไปยังอำเภอท่าวังผาและอำเภอเมืองน่าน ก่อนจะไหลไปยังอำเภอเวียงสาในวันรุ่งขึ้น (21 ส.ค.) ดังนั้น ในช่วงวันที่ 20-21 ส.ค. อำเภอเมืองน่านและอำเภอเวียงสาจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ในระดับสูงสุด โดยเทศบาลในพื้นที่ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ยกสิ่งของขึ้นไว้บนที่สูงและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์แล้ว

ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากคาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ใด ต้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนและดำเนินการอพยพออกจากบ้านเรือนโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า “ห้ามมีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยครั้งนี้”

ขณะเดียวกัน สมาคมเจ็ตสกีแห่งประเทศไทยได้ส่งกำลังนักกีฬาเจ็ตสกี พร้อมเรือเจ็ตสกี รวม 8 ลำ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้