ศาลสั่งประหารชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาฆ่า “ฟ้า ดาริณี” ล้างหนี้เงินวงแชร์ 6 หมื่น

ศาลสั่งประหารชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาฆ่า “ฟ้า ดาริณี” ล้างหนี้เงินวงแชร์ 6 หมื่น
  • Published25 สิงหาคม 2026

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ1802/2568 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางสรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อให้บุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยนำสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ ปลอมปนใส่ลงไปในอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ น.ส.ดาริณี หรือฟ้า เทพทวี ผู้ตายดื่ม รับประทาน หรือได้รับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง

จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 น.ส.ดาริณี ผู้ตาย มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก ก่อนเรียกสามีที่อยู่บนชั้นสองของบ้าน แต่เมื่อสามีลงมาพบว่าผู้ตายหมดสติอยู่บริเวณพื้นบ้าน จึงเรียกรถพยาบาล หลังจากผ่านไปประมาณ 10 นาที เมื่อรถพยาบาลมาถึง เจ้าหน้าที่ได้ทำการกู้ชีพด้วยการปั๊มหัวใจและใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าเป็นเวลา 30 นาที ก่อนนำส่งโรงพยาบาลสามพราน และแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว

จากนั้นโรงพยาบาลสามพรานได้นำร่างผู้ตายส่งไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อชันสูตร โดยพยานซึ่งเป็นแพทย์ระบุว่า หลังจากผ่าพิสูจน์พบความผิดปกติในหัวใจห้องล่างซ้าย มีรอยหย่อมเลือดในปอด และพบไขมันในตับ ซึ่งบ่งชี้ว่าร่างกายเกิดความผิดปกติจากการขาดออกซิเจน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ตายเอง ค่าเกลือแร่ในร่างกายที่เป็นด่าง หรือการได้รับสารพิษ

อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารไซยาไนด์เป็นการตรวจเฉพาะ ไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจทั่วไป แต่เมื่อย้อนตรวจสอบประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลสามพราน พบความเป็นไปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากการได้รับสารพิษไซยาไนด์

ด้านสามีของผู้ตายเบิกความว่า จำเลยรู้จักกับผู้ตายมาตั้งแต่ปี 2557 และเห็นจำเลยเดินทางมาที่บ้านหลายครั้ง โดยในวันเกิดเหตุผู้ตายจะไปตลาดกับจำเลย ไม่นานต่อมาผู้ตายเดินทางกลับมาและบอกว่าไม่ค่อยสบาย ก่อนหมดสติไป สามีไม่สามารถติดต่อจำเลยได้ จึงโทรศัพท์หาพี่สาวของผู้ตาย และต่อมาพี่สาวได้ติดต่อจำเลยผ่านโปรแกรมสนทนาของเฟซบุ๊ก จนพบว่าจำเลยส่งข้อความผ่านไลน์หาผู้ตายในช่วงค่ำวันที่ 12 ธันวาคม 2563 ว่า ช่วงเช้าวันที่ 13 ธันวาคม จะไปตลาดสามพรานและกินข้าวมันไก่ด้วยกัน

ศาลเห็นว่า พยานซึ่งเป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพิษได้ผ่าศพพิสูจน์และตรวจสอบอย่างละเอียด อีกทั้งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าให้การตามความเป็นจริง

โดยแพทย์ผู้รับตัวที่โรงพยาบาลสามพรานและแพทย์ผู้ชันสูตรพบรายละเอียดผิดปกติหลายประการที่บ่งบอกว่าผู้ตายขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อหัวใจ ปอด และไขมันในตับ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ตายได้รับสารไซยาไนด์ พยานทั้งหมดให้การสอดคล้องกับสามีของผู้ตายที่ระบุถึงอาการของผู้ตาย จึงรับฟังได้ว่าผู้ตายได้รับสารพิษไซยาไนด์

ขณะเดียวกัน จำเลยอยู่กับผู้ตายในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับระยะการออกฤทธิ์ของสารไซยาไนด์ หลังจากผู้ตายแยกจากจำเลยและกลับมาที่บ้าน ก็มีอาการชัก เกร็ง น้ำลายฟูมปาก และหมดสติ ซึ่งเป็นอาการของผู้ได้รับสารพิษไซยาไนด์ จึงมีข้อบ่งชี้ว่าจำเลยนำสารพิษไซยาไนด์เข้าสู่ร่างกายของผู้ตาย โดยอาจเจือปนอยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่ม

ศาลเห็นว่า พยานที่เป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพิษมีการผ่าศพพิสูจน์และตรวจสอบอย่างละเอียด และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าให้การตามความเป็นจริง โดยแพทย์ผู้รับตัวที่โรงพยาบาลสามพรานและแพทย์ผู้ชันสูตรพบรายละเอียดผิดปกติหลายประการที่บ่งบอกว่าผู้ตายขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อหัวใจ ปอด และไขมันในตับ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ตายได้รับสารไซยาไนด์ พยานทั้งหมดจึงให้การสอดคล้องกับสามีของผู้ตาย

แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าไม่มีพยานพบเห็นว่าจำเลยเป็นผู้เจือปนสารพิษในอาหารและเครื่องดื่มของผู้ตาย แต่ศาลเห็นว่าลักษณะการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการเตรียมการและวางแผนไว้เป็นอย่างดี จึงไม่อาจให้บุคคลอื่นพบเห็นได้โดยง่าย

ส่วนสาเหตุที่จำเลยลงมือต่อผู้ตาย ศาลพิจารณาว่า จำเลยได้ยืมเงินจากผู้ตายจำนวน 60,000 บาท แต่ไม่เคยคืน และยังชักชวนให้เล่นแชร์ 3 วง ซึ่งจะได้รับปันผลรวมกันประมาณ 200,000 บาท แต่ผู้ตายเสียชีวิตก่อน ต่อมาพบว่าจำเลยมีบัญชีหลายบัญชีที่พัวพันกับเว็บพนันออนไลน์และมีหนี้สินหลายล้านบาท จึงเชื่อว่าจำเลยต้องการฆ่าผู้ตายเพื่อล้างหนี้

ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขณะที่พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์

ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น หรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษบทหนักที่สุด ให้ลงโทษ ประหารชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในห้องพิจารณาว่า แอมมีสีหน้าสดใส ยิ้มแย้ม และพูดคุยกับทนายความเป็นระยะ ระหว่างฟังคำพิพากษา แอมยืนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยมีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด มาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย ขณะที่ญาติของผู้ตาย หลังศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต ได้กอดกันและร้องไห้ด้วยความดีใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ศาลได้เบิกตัวแอมจากทัณฑสถานหญิงกลางมาฟังคำพิพากษา โดยก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำพิพากษาคดีของแอมมาแล้ว 7 คดี รวมกับคดีที่มีคำพิพากษาในวันนี้

สำหรับคดีแอม ไซยาไนด์ ศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตแล้ว 2 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดี จากทั้งหมดที่อัยการยื่นฟ้อง 15 คดี แบ่งเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 1 คดี