“ภูมิใจไทย” เขย่าโครงสร้างรัฐ! จ่อรวม “ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม” ตั้ง “กระทรวงกีฬา”

“ภูมิใจไทย” เขย่าโครงสร้างรัฐ! จ่อรวม “ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม” ตั้ง “กระทรวงกีฬา”
  • Published9 มีนาคม 2026

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงภารกิจด้านงานนิติบัญญัติที่พรรคเตรียมเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยพรรคภูมิใจไทยจะมุ่งเน้นแนวทาง “นิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร” เพื่อขับเคลื่อนการออกกฎหมายต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญให้กับประชาชน

สำหรับกฎหมายสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมผลักดันเป็นลำดับต้น ๆ คือ การแก้ไขกฎหมายโอนสังกัดหน่วยงานราชการ เพื่อจัดทำเป็นพระราชบัญญัติโอนกระทรวง โดยมีแนวคิดให้รวมกระทรวงการท่องเที่ยวเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากเห็นว่าภารกิจของทั้งสองหน่วยงานมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ในส่วนของงานด้านกีฬา มีแนวคิดจะแยกออกมาตั้งเป็น “กระทรวงกีฬา” โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถมุ่งเน้นการพัฒนากีฬาอย่างเป็นระบบ และผลักดันศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ คาดว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะสามารถเสนอผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ยังเปิดเผยว่า พรรคเตรียมผลักดันร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือที่เรียกว่า “กฎหมาย Super License” โดยมีหลักการสำคัญคือ การทำให้กระบวนการขออนุญาตต่าง ๆ เป็นระบบ One Stop Service

ตัวอย่างเช่น การขออนุญาตก่อสร้างโรงงาน โรงแรม หรือสปา ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน แต่ภายใต้แนวคิดของกฎหมายฉบับนี้ จะปรับให้สามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวก ลดขั้นตอน และลดภาระของผู้ประกอบการ

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนในประเทศไทย โดยข้อเสนอนี้เป็นแนวคิดที่ได้รับการผลักดันจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอีกหนึ่งฉบับที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมผลักดัน คือ ร่างพระราชบัญญัติบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี โดยมีสาระสำคัญ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือ การเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถหารายได้ด้วยตนเอง เพื่อนำไปใช้พัฒนาพื้นที่ โดยประชาชนสามารถเลือกจัดสรรภาษีของตนเองจำนวน 30% เพื่อสนับสนุนบ้านเกิด หรือท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการพัฒนาได้โดยตรง

ประเด็นที่สอง คือ การสร้างกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยจะเป็นระบบตรวจสอบที่มีพลังและประสิทธิภาพสูง ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของท้องถิ่นได้อย่างเข้มข้นกว่ากลไกของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

มาตรการดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้หน่วยงานท้องถิ่นไม่กล้าใช้จ่ายงบประมาณผิดประเภท รวมถึงมีแนวคิดปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้เพียง 2 วาระ

ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แหล่งข่าวระบุว่า พรรคภูมิใจไทยอาจยังไม่เร่งผลักดันในระยะนี้ เนื่องจากมองว่ายังไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชนโดยตรง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการทำงานฝ่ายบริหาร หากพรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ก็จะเร่งผลักดันนโยบายสำคัญหลายด้านให้เกิดผลภายในระยะเวลา 3-6 เดือน

หนึ่งในนโยบายสำคัญคือ มาตรการค่าไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะจ่ายค่าไฟในอัตราหน่วยละ 3 บาท ส่วนการใช้ไฟฟ้าที่เกิน 200 หน่วย จะคิดอัตราแบบขั้นบันได ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านการออกประกาศของกระทรวงพลังงาน

นอกจากนี้ เป้าหมายในระยะต่อไปของรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ยังต้องการผลักดันให้เกิดการแข่งขันเสรีในตลาดพลังงานไฟฟ้า คล้ายกับระบบในต่างประเทศ ที่เปิดให้มีผู้ให้บริการหลายราย เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการจากบริษัทที่ให้ประโยชน์หรือเงื่อนไขที่ดีที่สุดได้

แนวคิดดังกล่าวถูกเปรียบเทียบกับตลาดโทรศัพท์มือถือ ที่มีการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการหลายค่าย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด