“หมอเอก” เปิดตัวทีมโฆษกรัฐบาลชุดใหม่ ชูสื่อสารข้อเท็จจริง พร้อมแจงมติ ครม. ชุดใหญ่
วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายเอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมด้วยทีมรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงเปิดตัวทีมงานและแนวทางการทำงานด้านการสื่อสารในมิติใหม่ โดยนายเอกภพเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งตนเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยแนวทางการทำงานต่อจากนี้จะเน้นข้อมูลที่เข้มข้น ความรวดเร็ว และการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก
นายเอกภพระบุว่า ทีมโฆษกรัฐบาลจะไม่มุ่งเน้นการโต้วาทีหรือการตอบโต้ด้วยการกล่าวหา แต่จะใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการชี้แจงข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และจะไม่ทำหน้าที่เพิ่มความขัดแย้งหรือแบ่งแยกประชาชนออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกัน “ปักธงทางความคิด” เพื่อนำพาประเทศไปสู่จุดที่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ รวมถึงยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทีมโฆษกให้ความสำคัญกับการตอบข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
“ทีมโฆษกเราจะทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ข้อมูลที่ออกไปต้องเป็นข้อมูลจริงและเชื่อถือได้ ผมอยากเชิญชวนทุกคนในแวดวงการเมืองมาช่วยกันสร้างสิ่งใหม่ ๆ แทนที่จะตอบโต้กันในเรื่องที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เรามาแข่งกันปักธงทางความคิดที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของคนไทยดีขึ้น หากเรื่องไหนเป็นเรื่องดี คณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติแน่นอน ส่วนเรื่องไหนที่รัฐบาลทำได้ดีอยู่แล้ว ทีมโฆษกจะนำมาสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง”
สำหรับการสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในภาพรวม นายเอกภพกล่าวถึงประเด็นสำคัญว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมบทบาทของไทยในการเป็นผู้นำและสร้างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมติเห็นชอบข้อตกลงแม่น้ำโขง-ล้านช้าง รวมถึงความร่วมมือกับ สปป.ลาว ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อพัฒนาสะพานและสาธารณูปโภค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงกับประเทศไทย
ขณะที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะเพิ่มผู้รับจ้างบริหารจัดการกระเป๋าและสินค้า เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการนำพื้นที่ว่างมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่เพื่อจัดการกับผู้ที่ทุจริตในการสอบและเข้ารับราชการแล้ว เนื่องจากกฎหมายเดิมอาจมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรงและครอบคลุมไม่เพียงพอ ขณะที่กฎหมายฉบับใหม่จะให้อำนาจดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง และสามารถเรียกคืนสิทธิประโยชน์ย้อนหลังได้
พร้อมกันนี้ จะมีการจัดทำฐานข้อมูลกลางภาครัฐสำหรับตรวจสอบประวัติผู้กระทำผิด หากบุคคลที่เคยถูกให้ออกจากราชการจากกรณีทุจริตกลับมาสมัครสอบใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดสามารถกลับเข้าสู่ระบบราชการได้อีก
ในส่วนของการส่งเสริมเศรษฐกิจ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสตาร์ตอัป โดยให้อำนาจสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติสนับสนุนเงินทุน และกำหนดหลักเกณฑ์ด้านการระดมทุนและการถือหุ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ธุรกิจสตาร์ตอัปไทยสามารถขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ทุกบริษัทต้องใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย
ในมิติด้านกฎหมายและพลังงาน นายเอกภพชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรีมีการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้สามารถนำเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาชดเชยค่าไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งจะช่วยไม่ให้ภาระดังกล่าวถูกนำไปเพิ่มในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน ขณะเดียวกันยังเห็นชอบการแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน เพื่อจัดระเบียบการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุรุนแรงในสังคม
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางป้องกันการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการว่า หากตรวจพบการทุจริตจะถือเป็นความผิดร้ายแรง และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษไล่ออกจากราชการ โดยภายใน 3 ปี จะปรับการสอบภาค ก ให้เป็นระบบสอบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และภายใน 5 ปี จะออกกฎหมายเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ รวมถึงสามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้รับ
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบกรอบวงเงินเยียวยากว่า 240.5 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดยจัดสรรผ่านกระทรวงคมนาคม 166 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ได้แจ้งมติแต่งตั้งนายณัฐพล รังสิตพล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางโปรดปราน สมานมิตร เป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย
ขณะที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงมติเห็นชอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว จำนวน 1,783 ล้านบาท ผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ในโครงการสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบางเหลือประมาณ 30-40 นาที โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเป็น 80,000 คนต่อปี และสร้างรายได้ประมาณ 360 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนแบบต้นทุนสุทธิ ให้บริษัท การภาคพื้นท่าอากาศยานไทย จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
ด้านร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจด้านแรงงานกับประเทศศรีลังกา โดยตั้งเป้าหมายการจ้างแรงงานศรีลังกา 10,000 คน ในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน กำหนดระยะเวลาการจ้างงาน 2 ปี และสามารถขยายได้อีก 2 ปี ภายใต้ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างปฏิญญาความร่วมมือด้านอาชีวศึกษากับประเทศเยอรมนี ซึ่งมีกำหนดลงนามในวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ กรุงเบอร์ลิน โดยครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโลก

