“ปชน.” พร้อมลุยเลือกตั้ง ส่งผู้สมัครครบ 500 คน แบ่งเขต 400 บัญชีรายชื่อ 100
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 พรรคประชาชน (ปชน.) จัดงานสัมมนาว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ โดยยืนยันความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต และจัดทำบัญชีรายชื่อครบ 100 คน รวมทั้งสิ้น 500 คน ตามกรอบกฎหมาย เพื่อเตรียมดำเนินกระบวนการไพรแมรี่ ก่อนถึงวันรับสมัคร สส.อย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ธันวาคม 2568
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีคณะผู้บริหารพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง และร่วมถ่ายทอดแนวทางการหาเสียงเลือกตั้งและทิศทางการทำงานของพรรค โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับว่าที่ผู้สมัคร สส. พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในฐานะวันตัดสินอนาคตของประเทศไทย ว่าจะสามารถเดินหน้าจัดการปัญหาเรื้อรังของประเทศอย่างจริงจัง หรือปล่อยให้ประเทศจมอยู่ในความคลุมเครือ เปิดทางให้ทุนเทาและอำนาจมืดเข้าครอบงำ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มจำนวนที่นั่งในสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของพรรคในทุกพื้นที่ ที่ต้องลงไปพูดคุย ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค รวมถึงทำให้ประชาชนตระหนักว่า 1 เสียงของตนเองมีความหมายต่อการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ว่าจะได้รัฐบาลลักษณะใดเข้ามาบริหารประเทศต่อไป
“ขอให้ว่าที่ผู้สมัครทุกคนครองตนด้วยวุฒิภาวะ และใช้โอกาสในการประชุมใหญ่ตลอด 2 วันนี้ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจนโยบายของพรรคกว่า 200 นโยบายอย่างเต็มที่ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานพื้นที่และการหาเสียงเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 วันของการสัมมนา พรรคได้จัดเวิร์กชอปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. ครอบคลุม 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ชุดนโยบายความมั่นคงและประชาธิปไตยใหม่ โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ชุดนโยบายพลิกคุณภาพชีวิตคนไทย และชุดนโยบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่
พรรคประชาชนแสดงความเชื่อมั่นว่า นโยบายที่ลงลึก มีทั้งหลักการและแนวทางการนำไปปฏิบัติจริง จะเป็นจุดแข็งสำคัญของพรรค เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา และจะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะมอบความไว้วางใจให้พรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ โดยย้ำว่าการเมืองแบบโปร่งใส ไม่ซื้อเสียง และแข่งขันด้วยนโยบาย จะนำไปสู่การสร้างทีมบริหารประเทศที่มีความรู้ความสามารถ และพาประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรการเมืองทุนเทาและระบบบ้านใหญ่ที่ฉุดรั้งประเทศมานานหลายทศวรรษ

