“ป.ป.ช.” แจงมติ “ศักดิ์สยาม” ไม่ซุกหุ้น ยื่นบัญชีถูกต้อง ไร้เจตนาปกปิด ไม่ขัดศาลรัฐธรรมนูญ

“ป.ป.ช.” แจงมติ “ศักดิ์สยาม” ไม่ซุกหุ้น ยื่นบัญชีถูกต้อง ไร้เจตนาปกปิด ไม่ขัดศาลรัฐธรรมนูญ
  • Published23 เมษายน 2026

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.69 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงข้อเท็จจริงภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด

โดย ป.ป.ช. ระบุว่า นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินรวม 6 ครั้ง ครอบคลุมช่วงเข้ารับตำแหน่ง สส. ปี 2562 การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 การพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 การพ้นตำแหน่ง สส. วันที่ 20 มีนาคม 2566 รวมถึงการเข้ารับและพ้นตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 แต่ไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด “บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น”

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามและนาย ศ. ได้ทำข้อตกลงให้ดำเนินการลงทุนและถือครองแทนกัน โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 119,500,000 บาท และให้บุคคลอื่นถือครองแทน ส่งผลให้เข้าข่ายการถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินภายหลังพ้นตำแหน่ง สส. นายศักดิ์สยามได้ชี้แจงว่า นาย ศ. โต้แย้งกรรมสิทธิ์และไม่ยินยอมให้แก้ไขรายการทรัพย์สิน จึงนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิในเงินลงทุนดังกล่าว และยอมรับสถานะการถือครองของนาย ศ. พร้อมมีการตกลงซื้อขายที่ดินมูลค่ากว่า 51 ล้านบาทเพื่อยุติข้อพิพาท

ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาตามยอม ทำให้คดีสิ้นสุดลง และนายศักดิ์สยามได้ยื่นปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน พร้อมเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา

จากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. และข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าการโอนเงินลงทุนกว่า 119 ล้านบาทและการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนเกิดขึ้นก่อนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และก่อนการยื่นบัญชีทรัพย์สินในแต่ละตำแหน่ง โดยหลังการโอนแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์เข้าไปบริหารกิจการห้างหุ้นส่วนดังกล่าวอีก

ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 เห็นว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏการจงใจปกปิดหรือแสดงรายการเท็จ และไม่มีเจตนาไม่แสดงที่มาของทรัพย์สิน อีกทั้งเป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการนำคำวินิจฉัยมาประกอบการพิจารณาแล้ว จึงไม่ถือว่าขัดหรือแย้งกัน

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนเรื่องการเข้าไปมีส่วนได้เสียและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ป.ป.ช. ได้สอบพยาน 25 ปาก และตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าไม่มีหลักฐานการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีพฤติการณ์สมยอมราคา และไม่มีการเพิ่มขึ้นของการเป็นคู่สัญญาอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงก่อนดำรงตำแหน่ง

ทั้งยังพบว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินธุรกิจและทำกำไรต่อเนื่องมาก่อนการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหลายปี และการเข้าทำสัญญากับหน่วยงานรัฐเป็นไปตามระบบจัดซื้อจัดจ้างปกติผ่านวิธีอิเล็กทรอนิกส์

ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีมติว่าไม่มีมูลความผิดในประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินโดยเจตนา และไม่มีหลักฐานการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมระบุว่าการพิจารณาเป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดหรือแย้งกันแต่อย่างใด

สำหรับคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงในประเด็นเดียวกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้นของ ป.ป.ช.