“รมว.คลัง” แจงจำเป็นต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤตพลังงาน-ปากท้องประชาชน พร้อมมั่นใจไม่กระทบวินัยการเงิน

“รมว.คลัง” แจงจำเป็นต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤตพลังงาน-ปากท้องประชาชน พร้อมมั่นใจไม่กระทบวินัยการเงิน
  • Published5 พฤษภาคม 2026

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการตราร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อตอบสนองวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ปากท้องประชาชน โดยเน้นย้ำว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาชั่วคราว แต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการปรับขึ้นราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ต่อมาได้ลุกลามไปถึงต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ และการลดลงของกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในลักษณะของการชะลอตัว (Stagflation)

“วิกฤตนี้ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน” นายเอกนิติกล่าว พร้อมระบุว่า แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านพลังงาน และจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

การตราพระราชกำหนดดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยกระทรวงการคลังจะกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการจากวิกฤตพลังงาน พร้อมทั้งสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก โดยแบ่งการใช้จ่ายเป็นสองแผนงานหลัก:

แผนงานแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโดยตรง โดยช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ลดต้นทุนและช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจ
แผนงานที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะและนวัตกรรม เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ

นายเอกนิติกล่าวเสริมว่าแม้การกู้เงินจะเพิ่มหนี้สาธารณะ แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ และอัตราดอกเบี้ยยังสามารถบริหารจัดการได้ พร้อมกับแผนการชำระหนี้ที่โปร่งใสและชัดเจน

“การตราร่างพระราชกำหนดนี้จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมการปรับโครงสร้างพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน” นายเอกนิติกล่าว