“รมว.คลัง” เมินลดภาษีน้ำมัน ชี้ไม่มุ่งเป้าอุ้มคนรวย ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” รับวิกฤตเศรษฐกิจ

“รมว.คลัง” เมินลดภาษีน้ำมัน ชี้ไม่มุ่งเป้าอุ้มคนรวย ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” รับวิกฤตเศรษฐกิจ
  • Published14 พฤษภาคม 2026

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยเสนอแนวทางลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันแทน ว่า ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลเคยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท

นายเอกนิติ ระบุว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้รัฐหายไปประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 800 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่กลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และสุดท้ายก็ยังจำเป็นต้องออกกฎหมายกู้เงินอยู่ดี

พร้อมระบุว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ใช่มาตรการแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพราะเป็นการช่วยเหลือทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้สูงหรือผู้มีความสามารถในการรับภาระได้ เช่น ผู้ใช้รถหรูอย่างเบนซ์หรือบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งยังสามารถรับมือกับภาระค่าครองชีพได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลควรมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยมากกว่า

“เข้าใจว่ามีคำถามมากเรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน แต่หัวใจคือไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่วิกฤตสมมติ เริ่มจากสงครามที่ยังไม่จบ และลุกลามมาสู่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินเฟ้อเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก หากไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่การตกงาน ธุรกิจปิดตัว และเศรษฐกิจถดถอยได้” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับยา แม้ผลบางมาตรการอาจเกิดผลระยะยาว แต่ไม่สามารถรอให้เศรษฐกิจทรุดหนักก่อนจึงค่อยรักษาได้ พร้อมยืนยันว่าทั้งมาตรการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องดำเนินการทันที ไม่สามารถชะลอออกไปได้

ส่วนกรณีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น ถือเป็นบทบาทของฝ่ายค้าน แต่หากประเทศไทยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน ก็จะไม่เผชิญปัญหาในปัจจุบัน เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง โดยค่าไฟฟ้ากว่า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ หากราคาพลังงานพุ่งขึ้นอีกจะกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จึงย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานคือความจำเป็นด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณารายละเอียดโครงการ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 พฤษภาคม โดยยังคงกำหนดการเดิม เปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายวันที่ 1 มิถุนายน มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ

นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการแบบมุ่งเป้า ไม่ใช่การตีเช็กเปล่า เพราะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนตามพระราชกำหนด คือการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมมีกลไกตรวจสอบอย่างเข้มงวด และยังมีมาตรการอื่นร่วม เช่น ด้านคมนาคมเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงาน B20 เพิ่มขึ้น

ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนว่าหากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2570

ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะไม่ติดลบ แต่รายได้แรงงานมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมาก โดยจากเดิมเคยเติบโตเฉลี่ยเกือบ 5% ก่อนโควิด-19 แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1–2% เท่านั้น สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

นายสันติธาร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนแผ่นดินไหวที่ยังมีอาฟเตอร์ช็อกตามมา หากไม่เตรียมมาตรการรับมือจะกระทบทั้งแรงงาน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาคการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่า ไทยเคยใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตวงเงินกว่า 1.8 แสนล้านบาทในการแก้วิกฤต แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวทั้งด้านพลังงานและเศรษฐกิจ