“นายกฯ” สั่งรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เร่งชงแผนความมั่นคงน้ำ-เกษตรเข้า ครม.สัปดาห์หน้า
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะต่อไป พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนและมาตรการรองรับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงานแผนปฏิบัติการ มาตรการรองรับ รวมถึงผลการดำเนินงานและความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินความพร้อมและกำหนดแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และพายุฤดูร้อน ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบจนเกิดเหตุต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่น สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน
เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยในความรับผิดชอบ พร้อมดำเนินการตัดแต่งต้นไม้ที่มีความเสี่ยง ตรวจสอบป้ายโฆษณา สิ่งปลูกสร้าง และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง
พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการป้องกันและแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด
รัฐบาลย้ำว่า การเตรียมความพร้อมรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวนเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ สนับสนุนภาคการผลิต และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

