“คลัง” ชง “ครม.” ขยายอุทธรณ์บัตรคนจน 69 ถึง 20 ก.ย.นี้ ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วย 6 ล้านสิทธิตกหล่น

“คลัง” ชง “ครม.” ขยายอุทธรณ์บัตรคนจน 69 ถึง 20 ก.ย.นี้ ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วย 6 ล้านสิทธิตกหล่น
  • Published20 กรกฎาคม 2026

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงข่าวกรณีประชาชนไม่ผ่านหลักเกณฑ์การได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

โดยประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การทบทวนสิทธิสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะกรณีมีข้อมูลการถือครองรถยนต์ ทั้งรถเก่า รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ รวมถึงกรณีนักเรียนและนักศึกษานอกระบบ ตลอดจนการขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมเอกสารและชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลกำหนดให้มีการลงทะเบียนใหม่ทุก 2 ปี หลังพบปัญหาว่าประชาชนบางส่วนที่มีรายได้สูงยังได้รับสิทธิ ขณะที่ผู้ที่มีความเดือดร้อนจริงบางรายกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จะร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลประชาชน จัดทำประชาคม และค้นหาผู้ที่สมควรได้รับสิทธิในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่อาจไม่สะดวกเข้าถึงระบบออนไลน์

นายพลพีร์ เปิดเผยว่า เรื่องที่จะนำเสนอให้ ครม. พิจารณาในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คือ การขยายเวลายื่นอุทธรณ์หรือทบทวนสิทธิออกไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ประชาชนสามารถรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เช่น เอกสารการโอนลอย หลักฐานยืนยันรถสิ้นสภาพ หรือข้อมูลอื่นที่ใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งกับฐานข้อมูลภาครัฐ

พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยเตรียมจัดตั้งศูนย์ One Stop Service ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อรับเรื่องทบทวนสิทธิ อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมายังที่ว่าการอำเภอได้ จะใช้กลไก “อำเภอพึ่งได้” โดยให้เจ้าหน้าที่ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่รับเรื่อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยืนยันตัวตนประชาชนถึงระดับหมู่บ้าน

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางที่มีความจำเป็นมากที่สุดเป็นลำดับแรก โดยขณะนี้มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วมากกว่า 2.9 ล้านราย และมากกว่า 40% เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการครอบครองรถยนต์

กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อมูลข้อเท็จจริงจากพื้นที่ เช่น รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ ทะเบียนค้าง หรือกรณีข้อมูลทะเบียนไม่สะท้อนฐานะความเป็นจริง เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการคัดกรองให้มีความถูกต้องและเป็นธรรมมากขึ้น

สำหรับการตรวจสอบรายได้ กระทรวงการคลังใช้ระบบ Dynamic Data หรือข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อประเมินสถานะทางเศรษฐกิจล่าสุดของผู้สมัคร แม้ว่าผู้สมัครบางรายอาจไม่เคยยื่นแบบชำระภาษีเงินได้ก็ตาม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอเพิ่มเงื่อนไขข้อยกเว้นในหลักเกณฑ์ เช่น กรณีรถยนต์ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพใช้งานจริง กรณีถูกแอบอ้างชื่อในระบบภาษี หรือกรณีบัญชีม้า เพื่อให้สามารถคืนสิทธิแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและมีความเดือดร้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเดิมที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 6 ล้านราย แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองรอบใหม่ โดยจะดำเนินมาตรการเป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แนวทางดังกล่าวจะเป็นการนำงบประมาณเดิมของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาปรับใช้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อให้ประชาชนกลุ่มที่เคยได้รับสิทธิยังคงได้รับความช่วยเหลือในช่วงรอยต่อ

ทั้งนี้ ประเด็นที่กระทรวงการคลังจะรวบรวมเสนอ ครม. ประกอบด้วย การขยายเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 การปรับหลักเกณฑ์รถเก่า รถโอนลอย รถจักรยานยนต์ การปรับเงื่อนไขนักเรียนนักศึกษานอกระบบ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40

หลังจากนั้น หน่วยงานในพื้นที่จะเร่งดำเนินการรับเรื่องอุทธรณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบคัดกรองกลาง เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมีชื่อถือครองรถยนต์ ทั้งที่รถมีอายุการใช้งานมานาน มีมูลค่าต่ำ ไม่สามารถใช้งานได้จริง หรือมีการขายแบบโอนลอย แต่ชื่อยังคงอยู่ในระบบทะเบียน

กระทรวงคมนาคมจึงเสนอปรับปรุงหลักเกณฑ์ โดยไม่นำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี มาเป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิ เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่มีมูลค่าต่ำและหลายกรณีไม่สามารถใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้สมัครสามารถถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ได้ไม่เกิน 2 คัน หากยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 1 คัน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำเป็นต้องใช้รถในการเดินทางและประกอบอาชีพ

สำหรับรถยนต์ที่สิ้นสภาพแต่ชื่อยังอยู่ในระบบทะเบียน ประชาชนสามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อจัดทำบันทึกยืนยันข้อเท็จจริง และใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นอุทธรณ์ได้

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษานอกระบบ เช่น สกร. หรืออาชีวศึกษานอกระบบ ว่า จะเสนอปรับหลักเกณฑ์ไม่ให้ถูกตัดสิทธิเพียงเพราะสถานภาพนักศึกษา แต่จะพิจารณาปัจจัยด้านความเดือดร้อนร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อรักษาสิทธิ

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครองจะสนับสนุนโครงการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผ่านสิทธิเข้าใจการใช้สิทธิ รวมถึงสิทธิค่าน้ำและค่าไฟ การชี้แจงขั้นตอนการทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ และการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน One Stop Service ในทุกอำเภอทั่วประเทศ

พร้อมยืนยันว่า กรมการปกครองจะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนทุกหน่วยงานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ ทั้งกรณีสภาพรถยนต์ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง และสถานภาพนักศึกษา เพื่อให้การพิจารณาสิทธิเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุด