“เพื่อไทย” กางแผน 7 ข้อ ยกเครื่องประกันสังคมใน 3 เดือน ดึงมือโปรบริหารแบบ กบข.

“เพื่อไทย” กางแผน 7 ข้อ ยกเครื่องประกันสังคมใน 3 เดือน ดึงมือโปรบริหารแบบ กบข.
  • Published29 มกราคม 2026

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากองทุนประกันสังคมของพรรคเพื่อไทยว่า ที่ผ่านมาการบริหารกองทุนประกันสังคมโดยสำนักงานประกันสังคมมีข้อครหาจำนวนมากปรากฏตามสื่อ พรรคเพื่อไทยจึงเสนอแนวทาง “ยกเครื่องประกันสังคม” เพื่อเปลี่ยนกองทุนให้เป็นหลักประกันความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทยเสนอ 7 แนวทางหลัก เริ่มจากการปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยในรัฐบาลที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทันทีที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีและมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคเพื่อไทยเข้าดำรงตำแหน่ง ได้มีคำสั่งโอนย้ายปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมที่มีข้อครหาเกี่ยวข้องกับกรณีตึกสกายไนน์ เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าการได้มาซึ่งกรรมการฝ่ายผู้ประกันตนต้องยึดหลักประชาธิปไตย โดยผู้ประกันตน 1 คน ต้องมีสิทธิเลือกตัวแทนได้ 7 คน เต็มตามสัดส่วนเดิม เพื่อให้กรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ใช้แรงงานกว่า 20 ล้านคน สามารถขับเคลื่อนนโยบายและดูแลสิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ประเด็นที่สาม เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนประกันสังคมเป็นตัวแทนที่แท้จริงของผู้ประกันตน พรรคเพื่อไทยเสนอให้ประธานคณะกรรมการมาจากการเลือกตั้งภายในคณะกรรมการ แทนระบบเดิมที่ประธานโดยตำแหน่งมาจากปลัดกระทรวงแรงงาน

ประเด็นที่สี่ เพื่อแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือและลบข้อครหาการนำเงินกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย จำเป็นต้องปรับระบบการบริหารกองทุน โดยให้คณะผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาบริหารเช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมกลับมาเป็นกองทุนเพื่อความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

ประเด็นที่ห้า ด้านความโปร่งใส พรรคเพื่อไทยเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการลงทุน งบประมาณ และผลตอบแทนของกองทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดตั้งกลไกตรวจสอบอิสระที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร หากพบความผิดปกติหรือการทุจริต ต้องสามารถดำเนินการลงโทษและเปลี่ยนผู้บริหารได้ทันที เพื่อปกป้องเงินของผู้ประกันตน

ประเด็นที่หก พรรคเพื่อไทยระบุว่า เงินสมทบทุกบาททุกสตางค์มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน การดำเนินงานของสำนักงานและการบริหารกองทุนต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยให้การบริการผู้ส่งเงินสมทบถูกละเลยอีกต่อไป จึงต้องกำหนดตัวชี้วัด เป้าหมาย และความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งด้านสิทธิประโยชน์และคุณภาพการบริการ และประกาศต่อสาธารณะ โดยคณะกรรมการต้องทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่เจ็ด ในด้านสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล พรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรแยกภารกิจการดูแลด้านต่าง ๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งการว่างงาน บำเหน็จบำนาญ และทุพพลภาพ ขณะที่ด้านการรักษาพยาบาล รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างดำเนินการบูรณาการกองทุนสุขภาพที่มีอยู่ เช่น โครงการสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาเทียบเท่ากองทุนอื่น

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยผลักดันแนวคิดปฏิรูปประกันสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักว่ากองทุนนี้คือส่วนหนึ่งของความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และหากพรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จะเดินหน้ายกเครื่องประกันสังคมให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ด้านนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท แต่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เพียง 2.8% ต่อปี ซึ่งไม่เหมาะสมกับขนาดกองทุน เมื่อเทียบกับกบข.ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่ามาก

นายพงศ์กวินระบุว่า นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะผู้ประกันตนกำลังสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เงินที่ควรเติบโตเพื่อสร้างความมั่นคงกลับโตไม่ทันเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำว่าเงิน 2.8 ล้านล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐหรือของนักการเมืองคนใด แต่เป็นเงินของผู้ประกันตนทุกคน และต้องไม่ปล่อยให้ถูกบริหารโดยคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือขาดความโปร่งใส