“คมนาคม” ดันรถไฟฟ้า 40 บาททุกสาย ชู Single Ownership เริ่มใช้ ม.ค.70

“คมนาคม” ดันรถไฟฟ้า 40 บาททุกสาย ชู Single Ownership เริ่มใช้ ม.ค.70
  • Published27 เมษายน 2026

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ซึ่งปัจจุบันใช้แล้วในรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยระบุว่า หากเดินทางไป–กลับ 2 เที่ยว จะถือว่าคุ้มค่า และหากใช้เดินทางมากกว่านั้นจะยิ่งเกิดความคุ้มค่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลมีแนวคิดขยายมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะกำหนดอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ไม่เป็นภาระประชาชน และต้องไม่กระทบงบประมาณภาครัฐมากเกินไป โดยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบค่าโดยสารร่วมในวันที่ 1 มกราคม 2570

นายสิริพงศ์กล่าวว่า กรมการขนส่งทางรางจะต้องไปศึกษารูปแบบที่เหมาะสม และเสนอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการในฐานะผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม หรือ Single Ownership เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีรูปแบบสัมปทานแตกต่างกัน ทั้งระยะเวลาสัญญาและเงื่อนไข ทำให้การบริหารจัดการต้องใช้แนวทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละสาย

สำหรับระบบสัมปทานเดิมแบบ PPP Net Cost มีผู้ประกอบการหลายราย เช่น บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ซึ่งให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสุขุมวิท และสายสีลม โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2572 ขณะที่บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มีสัมปทานสายสีน้ำเงินที่ยังเหลือระยะเวลานาน

เบื้องต้นแนวทางสำหรับสายสีเขียวอาจไม่จำเป็นต้องใช้การซื้อคืน แต่ใช้วิธีเจรจาปรับรูปแบบสัญญา โดยให้ภาครัฐเป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสาร เพื่อเข้าสู่ระบบค่าโดยสารร่วมที่ถูกลง และให้รัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้แทน ทั้งนี้ยืนยันว่าจะพยายามเลือกแนวทางที่ไม่สร้างภาระงบประมาณเพิ่มเติม

ส่วนโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย รวมถึงช่วงหมอชิต–คูคต และแบริ่ง–สมุทรปราการ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐและมีการโอนจากกรุงเทพมหานครแล้วนั้น สามารถดำเนินการโอนกลับเข้าสู่การบริหารของ รฟม. ได้ แต่บางช่วงที่กรุงเทพมหานครลงทุนและว่าจ้างเดินรถอาจต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับช่วงสัมปทานหลักสายสุขุมวิทและสายสีลม ซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 23 กิโลเมตร ยังจำเป็นต้องเจรจาเชิงลึกกับเอกชน เนื่องจากเป็นสัญญาหลักที่มีความซับซ้อน

นายสิริพงศ์ย้ำว่า เป้าหมายคือให้สามารถเริ่มใช้ระบบค่าโดยสารร่วมได้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยอาจเริ่มจากบางสายที่พร้อมก่อน หากสายใดติดเงื่อนไขก็จะทยอยดำเนินการภายหลัง พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการให้ข้อจำกัดด้านเวลาเป็นตัวกดดันการเจรจา

ด้านกรมการขนส่งทางรางระบุว่า ระบบค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันในสายสีแดงและสีม่วงใช้งบอุดหนุนน้อยกว่าระบบเก็บค่าโดยสารแบบรายเที่ยว และยิ่งมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น รัฐยิ่งลดภาระการอุดหนุนได้มากขึ้น โดยทั้งสองสายเป็นโครงการที่รัฐลงทุนและจ้างเอกชนเดินรถ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อสรุปแนวทาง Single Ownership และเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 2–3 เดือน

แนวทางหลักจะรวมถึงการโอนอำนาจจัดเก็บค่าโดยสารและบริหารเดินรถทั้งหมดให้ รฟม. และปรับสัญญาสัมปทานจากรูปแบบ Net Cost เป็น Gross Cost เพื่อให้รัฐเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารและจ่ายค่าจ้างเดินรถแทนเอกชน โดยลดความเสี่ยงของภาคเอกชน และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการ

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าโครงการเร่งด่วน เช่น รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง การพัฒนา ICD ลาดกระบัง และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระบบราง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างพิจารณา อาทิ เส้นทางชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี ปากน้ำโพ–เด่นชัย และเด่นชัย–เชียงใหม่ โดยอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุนใหม่ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ

รัฐบาลยืนยันว่า การพัฒนาระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานจะมุ่งเน้นการบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย และมีต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมยกระดับคุณภาพบริการระบบรางของประเทศอย่างยั่งยืน