“อนุทิน” เดินตลาดศรีย่าน เช็กกระแสไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ปลุกกำลังซื้อคึกคัก
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตลาดศรีย่าน เพื่อติดตามบรรยากาศการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีตลอดช่วงการเดินตลาด โดยนายกรัฐมนตรีได้แวะอุดหนุนร้านค้าภายในตลาดหลายแห่ง ทั้งร้านผลไม้ ร้านขายของชำ ร้านลูกชิ้นปลา ร้านเครื่องครัว และร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมทดลองใช้สิทธิ์ผ่านโครงการจริง และพูดคุยสอบถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการและประชาชนเกี่ยวกับการใช้งานระบบอย่างใกล้ชิด
ประชาชนและผู้ค้าส่วนใหญ่สะท้อนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการที่ใช้งานได้สะดวก ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าในชุมชน ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายภายในตลาดกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลายร้านค้ามียอดลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากโครงการเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ
ระหว่างการลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเงาะกระป๋อง ลิ้นจี่กระป๋อง ซีอิ๊วขาว รวมถึงแวะซื้อทุเรียนจากร้านค้าในตลาด เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มารอต้อนรับ สร้างความประทับใจและบรรยากาศเป็นกันเองตลอดเส้นทางการเยี่ยมชมตลาด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ร่วมถ่ายภาพกับประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมร่วมทำสัญลักษณ์ “พลัส” เพื่อแสดงพลังสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลมุ่งใช้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว
บรรยากาศที่ตลาดศรีย่านในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลตอบรับเชิงบวกของโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ที่เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจฐานรากในระยะต่อไป

