“ทนายแก้ว” กราบขอโทษ! รับกอดหอมจูบ สาววัย 18 ลั่นสำนึกผิด “ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง” ขอโอกาสสังคม
จากกรณีที่เพจดังหลายเพจโพสต์ข้อความใบ้อักษรย่อ “ก.” ทนายความชื่อดังในโซเชียล มีพฤติกรรมพาเยาวชนอายุ 19 ปี ขึ้นรถและลวนลาม ก่อนที่เรื่องจะถูกเปิดโปง เนื่องจากฝ่ายหญิงอัดคลิปเสียงไว้ และมีความพยายามส่งคนไปเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ถูกผู้ปกครองฝ่ายหญิงตั้งคำถามกลับว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับบุตรหลานของตนเองจะรู้สึกอย่างไร
ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ได้โพสต์ข้อความชี้แจงภายหลังถูกพาดพิง โดยระบุว่า ยังไม่ประสงค์ให้รายละเอียดหรือแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาที่ปรากฏในสื่อ เนื่องจากการสื่อสารผ่านพื้นที่สาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าวอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและบานปลาย รวมถึงอาจกระทบต่อสิทธิ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย โดยเฉพาะคู่กรณี ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง พร้อมยืนยันว่าหากจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง จะดำเนินการผ่านกระบวนการที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่โรงแรมเมธาวลัย เรสซิเดนซ์ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน โดยก่อนเริ่มแถลงข่าวได้ก้มกราบขอโทษไปยังคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทนายแก้วกล่าวเปิดใจว่า รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษจากใจจริงต่อครอบครัวผู้เสียหาย ครอบครัวของตนเอง รวมถึงบุคคลใกล้ชิดและทุกคนที่ให้กำลังใจ พร้อมยอมรับว่าการกระทำของตนเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เป็นการคิดน้อย และเป็นสิ่งที่ตนเองผิดหวังในตัวเองอย่างมาก
ทนายแก้วเล่าว่า เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ภายหลังนายหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย โทรศัพท์มาติดต่อสอบถาม โดยแจ้งว่าทราบข้อมูลจากนายเบนซ์ อาปาเช่ ซึ่งได้รับเรื่องมาจากบิดาของหญิงสาววัย 18 ปี ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ระหว่างที่ตนขับรถพาหญิงสาวออกจากศูนย์การค้าชื่อดังไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง และมีการกล่าวหาว่าตนจับหน้าอกและล่วงละเมิดในรถ
ทนายแก้วยืนยันว่า ตนตกใจกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ได้กระทำการลวนลามรุนแรงตามที่ถูกกล่าวหา โดยยอมรับว่าได้นั่งรถไปด้วยกันจริง มีการพูดคุยกันตามปกติ เมื่อถึงร้านอาหารก็รับประทานอาหารร่วมกัน มีการถ่ายภาพคู่ และหยอกล้อกันตามความสนิทสนม รวมถึงยอมรับว่ามีการป้อนอาหารให้ฝ่ายหญิงจริง ก่อนที่ตนจะลุกไปเข้าห้องน้ำ
อย่างไรก็ตาม หลังรับประทานอาหารเสร็จและกลับมาที่รถ ระหว่างสตาร์ตรถ ทนายแก้วยอมรับว่า ตนขาดสติและได้กอด หอม และจูบฝ่ายหญิงจริง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง” และยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่รุ่มร่าม ไม่เหมาะสม และเป็นสิ่งที่ตนเสียใจอย่างที่สุด
ทนายแก้วยังได้นำแชตสนทนาบางส่วนมาเปิดเผยต่อสื่อ โดยระบุว่าเป็นการสนทนาที่ดีในบางช่วง ทำให้เกิดมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาหลอกลวงหรือชักจูงเยาวชน และการส่งข้อความขอโทษเป็นการแสดงความจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ทนายแก้วตั้งข้อสังเกตว่า หากเหตุการณ์เป็นไปตามที่ถูกกล่าวหา ฝ่ายหญิงอาจมีการบล็อกการติดต่อ หรือบิดาควรเข้าแจ้งความดำเนินคดีในทันที แต่กลับไม่มีการแจ้งความในช่วงแรก และมีการนำเรื่องราวไปเล่าต่อให้บุคคลหลายฝ่ายรับทราบ พร้อมกล่าวขอโทษนายหนุ่ม กรรชัย ที่ถูกอ้างชื่อในบางกรณี เพียงเพราะต้องการให้สถานการณ์คลี่คลาย
ในประเด็นการเรียกร้องเงิน ทนายแก้วเปิดเผยว่า ตนพยายามติดต่อเพื่อขอพูดคุยและขอโทษบิดาของฝ่ายหญิง แต่ถูกปฏิเสธ จึงติดต่อผ่านคนกลางคือคุณแจง ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารร่วมกับบิดาของฝ่ายหญิง โดยได้รับแจ้งว่าหากไม่มีเงิน 10 ล้านบาท ไม่ต้องมาพูดคุย ตนจึงพยายามต่อรองเพื่อให้เรื่องยุติที่ 1 ล้านบาท แต่ไม่เป็นผล ก่อนจะมีการเรียกร้องตัวเลข 5–10 ล้านบาท และต่อรองลงมาเหลือ 2.5 ล้านบาท
ทนายแก้วระบุว่า การยอมเจรจาเรื่องเงิน ไม่ได้หมายความว่ายอมรับว่ากระทำความผิดร้ายแรง แต่เป็นความพยายามให้เรื่องจบ เนื่องจากรู้สึกอับอาย ถูกกดดันอย่างหนัก และมีการนำภาพการออกรายการ รวมถึงภาพบุตรของตนไปเผยแพร่ในลักษณะแขวนประจาน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องการลบกล้องหน้ารถ ทนายแก้วยืนยันว่า ไม่ได้ลบกล้องแต่อย่างใด โดยกล้องที่ติดตั้งเป็นกล้องบันทึกภาพด้านนอกตัวรถ และไม่มีเหตุผลใดต้องลบข้อมูล พร้อมย้ำว่ารถที่ขับเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ซึ่งสามารถเปิดประตูจากภายในได้ หากฝ่ายหญิงไม่ยินยอมจริง
ส่วนกรณีที่สภาทนายความจะดำเนินการตรวจสอบมรรยาทและจริยธรรม หรืออาจพิจารณาถอดถอนสถานภาพการเป็นทนายความนั้น ทนายแก้วกล่าวว่า สุดแล้วแต่กระบวนการ และพร้อมยอมรับผลที่ตามมา พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้สื่อถามถึงความกังวล เพราะตนยอมรับว่าพลาดจริง
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ทนายแก้วกล่าวว่า เวทีนี้ไม่ใช่เวทีถกเถียงข้อกฎหมาย และไม่ต้องการนำประเด็นทางกฎหมายมาขยายความ พร้อมขอให้สังคมให้โอกาสกับตน ส่วนการดำเนินคดีทางกฎหมายจะพิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยยืนยันว่าครอบครัวของตนยังคงให้กำลังใจกันและกัน

