ตัวแทนหมู่บ้าน! “ออยศรี” บุกกองปราบ! แจ้งความ “บุ๋ม ปนัดดา-มูลนิธิองค์กรทำดี” สงสัยนำเงินบริจาคไปสร้างพูลวิลล่า

ตัวแทนหมู่บ้าน! “ออยศรี” บุกกองปราบ! แจ้งความ “บุ๋ม ปนัดดา-มูลนิธิองค์กรทำดี” สงสัยนำเงินบริจาคไปสร้างพูลวิลล่า
  • Published30 ตุลาคม 2026

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่กองบังคับการปราบปราม นางสาวบุณยนุช แสงศรี แอดมินเพจ “ออยศรีและผองเผือก” พร้อมด้วยนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือก จำกัด และนายภูวกร ศรีเนียน ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี มูลนิธิองค์กรทำดี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีสงสัยว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

นางสาวบุณยนุช เปิดเผยว่า การเดินทางมาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและขับเคลื่อนมูลนิธิ ซึ่งมี “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นประธาน โดยต้องการตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการบริหารงานและการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิบ้าง ตลอดจนตรวจสอบเส้นทางการเงินและวัตถุประสงค์ในการนำเงินบริจาคจากประชาชนไปใช้

จากข้อมูลและพยานหลักฐานเบื้องต้นที่นำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน พบประเด็นที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ในการก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต จึงต้องการตรวจสอบว่าเป็นการใช้เงินเพื่อประโยชน์สาธารณะตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่

พร้อมย้ำว่า แม้มูลนิธิองค์กรทำดีจะเคยดำเนินงานช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง แต่การตรวจสอบความถูกต้องและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการอนุมัติการใช้จ่ายเงิน หากมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเกิน 500,000 บาท โดยไม่มีลายมือชื่อหรือความยินยอมจากคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็จำเป็นต้องตรวจสอบว่าผู้ใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยข้อความสนทนาผ่านรายการโทรทัศน์ และมีคำชี้แจงจากนางสาวปนัดดาว่าไม่ทราบเรื่อง รวมถึงอาจมีการปลอมแปลงเอกสารนั้น นางสาวบุณยนุช ระบุว่า หากมีการกล่าวอ้างว่าเอกสารถูกปลอมแปลง ก็ควรนำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อชี้แจงและต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยมองว่าการปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้อสงสัยทั้งหมดสิ้นสุดลง

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการว่าจ้างก่อสร้างที่มีมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงช่างเอ๋ แต่ภายหลังกลับมีคำชี้แจงว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับเหมา ทั้งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินให้ช่างเอ๋ จึงต้องการให้มีการเปิดเผยรายละเอียดการว่าจ้างอย่างชัดเจน ทั้งสัญญาจ้าง ใบเสนอราคา และใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

ด้านนางสาวบุณยนุช เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นผู้บริจาคเงินให้มูลนิธิเป็นประจำ แต่เคยโอนเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางที่เข้าใจว่าเป็นบัญชีของมูลนิธิองค์กรทำดี จำนวน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

โดยยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นไม่ได้เอะใจหรือสงสัยเกี่ยวกับบัญชีที่ใช้รับบริจาค เนื่องจากเป็นมูลนิธิที่ตนให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด กระทั่งได้พูดคุยกับบุคคลอื่นที่เคยโอนเงินบริจาคเช่นเดียวกัน และนำหลักฐานการโอนเงินมาเปรียบเทียบกัน จึงเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดชื่อบัญชีที่อาจเป็นบัญชีส่วนบุคคล ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของบัญชีดังกล่าว รวมถึงเส้นทางการโอนเงินต่อไปยังบุคคลอื่นที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ

นางสาวบุณยนุช ย้ำว่า แม้เงินบริจาคของตนจะมีจำนวนเพียง 1,000 บาท แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน หากแต่อยู่ที่ความไว้วางใจของประชาชนทั่วประเทศที่มีต่อมูลนิธิและประธานมูลนิธิ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับบุ๋ม ปนัดดา เนื่องจากตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยเชื่อมั่นและตัดสินใจบริจาคเงินให้มูลนิธิแห่งนี้ด้วยความสุจริตใจ

นอกจากนี้ นางสาวบุณยนุช ยังกล่าวถึงกรณีทนายความเปิ้ลที่ประกาศถอนตัวจากการทำหน้าที่ทนายความให้กับนางสาวปนัดดา โดยฝากกำลังใจไปถึงทนายความ นางสาวปนัดดา และทีมงานมูลนิธิ พร้อมระบุว่า หากทุกคนยืนยันว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปอย่างถูกต้อง ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยพิสูจน์และปกป้องทุกฝ่ายได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยืนยันว่าจะไม่ยุติการติดตามเรื่องนี้แม้แต่ก้าวเดียว จนกว่าคดีจะได้ข้อยุติและสังคมได้รับทราบความจริงว่า มีการนำความรัก ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนางสาวปนัดดาไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ โดยย้ำว่าทุกประเด็นต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำชี้แจงเท่านั้น

พร้อมเรียกร้องให้มูลนิธิเปิดเผยข้อมูลบัญชีและธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเสนอให้ระงับหรือหยุดรับเงินบริจาคเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้มีเงินจากประชาชนโอนเข้ามาเพิ่มเติม ในขณะที่ผู้บริจาคบางส่วนอาจยังไม่ทราบถึงข้อสงสัยที่กำลังเป็นประเด็นข่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีการก่อสร้างโรงทานในจังหวัดปทุมธานี นายธนาคาร กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับเหมาที่ได้รับงานตามสัญญา จึงเห็นว่ามูลนิธิควรเปิดเผยข้อมูลบริษัทผู้รับจ้าง รวมถึงรายละเอียดการทำสัญญาและการจ่ายเงิน เนื่องจากเงินที่นำมาใช้เป็นเงินบริจาคจากประชาชน

พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่มีการตกลงหรือประนีประนอมเพื่อให้คดีสิ้นสุดลงโดยปราศจากการตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินของมูลนิธิไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยัน ก็จำเป็นต้องตรวจสอบตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงเหตุผลที่เลือกเข้าร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม นายธนาคาร ระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีลักษณะนี้สามารถดำเนินการผ่านกองบังคับการปราบปรามได้ เนื่องจากเป็นคดีที่อาจมีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมีมูลค่าความเสียหายสูง โดยเฉพาะกรณีที่มีทุนทรัพย์ประมาณ 40-45 ล้านบาท ซึ่งอาจจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานจากหลายส่วน

ทั้งนี้ ยืนยันว่าต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีสถานะทางสังคมก็ตาม

สำหรับกรณีของช่างเอ๋นั้น จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏในการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ พบว่าเจ้าตัวระบุว่าไม่ได้รับงานก่อสร้างโรงทานดังกล่าว เพียงแต่เคยจัดทำใบเสนอราคาให้กับมูลนิธิเท่านั้น แต่ไม่ได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าภายหลังช่างเอ๋เข้าไปดำเนินงานก่อสร้างพูลวิลล่า จึงกลายเป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบถึงความเชื่อมโยงระหว่างการว่าจ้างและการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ

ขณะที่นายภูวกร เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีข่าวเกี่ยวกับบุคคลใกล้ชิดของบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ดินและธุรกรรมที่ถูกตั้งข้อสงสัย จึงนำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยและเริ่มตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

โดยมองว่ามูลนิธิที่มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระดับประเทศ ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในช่วงท้าย นางสาวบุณยนุช กล่าวว่า ตั้งแต่แรกไม่ได้มองนางสาวปนัดดาในแง่ลบ แต่กลับเป็นหนึ่งในคนที่เชื่อมั่นและไว้วางใจ จึงตัดสินใจบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ อีกทั้งยังเคยเห็นบทบาทการทำงานเพื่อสังคมและการช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้น ก็ต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมกันพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากผลการตรวจสอบปรากฏว่านางสาวปนัดดาไม่ได้กระทำความผิด ก็จะเป็นโอกาสให้เจ้าตัวได้ชี้แจงและยืนยันความบริสุทธิ์ต่อสังคมอย่างชัดเจน

พร้อมฝากถึงประชาชนว่า ไม่ว่าจะรักหรือศรัทธาบุคคลใดมากเพียงใด การตรวจสอบข้อเท็จจริงก็สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ เพราะหากทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง ความจริงและพยานหลักฐานก็จะเป็นเครื่องยืนยันให้ทุกฝ่ายได้รับทราบเอง