เขย่าเลือกตั้ง 69! “มาร์ค” เปิดโพล 3 หมื่นเสียง ลั่น “ปชป.” พาไทยหลุดวงจร “จน-เจ็บ-ท้อ”
ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 22 ธ.ค.68 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งภายใต้ชื่อ “ไทยหายจน” จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ภายใต้กิจกรรม “ประเทศไทยไม่ทน” ซึ่งสะท้อนปัญหาที่ประชาชนไม่อยากทน โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการ ที่นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาคอร์รัปชัน ส่งผลให้ประชาชนท้อแท้ ต้องยอมทนใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่เห็นอนาคต จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “เมื่อใดคนไทยจะหายจน”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย พบว่ามีเสียงสะท้อนกลับมากว่า 30,000 คน ส่วนใหญ่มีความรู้สึกอึดอัดในทิศทางเดียวกัน และมีหลายเรื่องที่ไม่อยากทน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง ความยากลำบากในการดำรงชีวิต เกษตรกรที่ไม่อยากทนกับราคาผลผลิตตกต่ำ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่อยากทนกับการแข่งขันด้านราคาจากต่างชาติ รวมถึงภาระหนี้นอกระบบ ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองไปถึงอนาคตของลูกหลาน ไม่อยากทนกับระบบการศึกษาที่ล้าหลัง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และฝุ่น PM2.5 จนถึงสภาวะที่ต้อง “ทนหายใจ” ในชีวิตประจำวัน
“ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องประกาศว่าประเทศไทยไม่ทน พรรคประชาธิปัตย์ขออาสาเข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ เพราะเรามาในการเมืองสุจริต ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน และทำงานในฐานะสถาบันการเมือง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องหายใจไปวัน ๆ อย่างไร้ความหวัง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าร่วมกับประชาชน เปลี่ยนจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน” ให้ได้อย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหรือความยากจนเพียงมิติเดียว เพราะความจนเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ ทั้ง “จนปัญญา” จากระบบการศึกษาที่มีปัญหา และ “จนตรอก” ที่ประชาชนรู้สึกไม่มีทางเลือก พรรคจึงยึดแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสังคมและคุณภาพชีวิต เพื่อขจัดความจนในทุกมิติ
พร้อมกันนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุว่า พรรคเตรียมเปิดตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และบุคคลที่อาสาเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 3 คน โดยไม่ว่าใครจะลงสมัครในตำแหน่งใด ภารกิจสำคัญที่สุดคือการทำให้คนไทย “หายจน” และนำพาประเทศหลุดพ้นจากวงจรการต้องทนในชีวิตประจำวัน ไปสู่อนาคตที่มีความหวังอย่างยั่งยืน

