สภาเดือด! “ปชป.” รุมถล่ม “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ
ที่ประชุมสภาฯ วันที่ 4 มิ.ย.69 เกิดการอภิปรายอย่างดุเดือดกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดย กรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 การออกพระราชกำหนดกู้เงินจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
กรณ์ จาติกวนิช ระบุว่า การประเมินความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่สามารถดูเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องหรือไม่ เงินสำรองระหว่างประเทศ การจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐ รวมถึงระดับหนี้สาธารณะและความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศ โดยเมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว ประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเร่งด่วน
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวอ้างข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงกว่า 10 ล้านล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งกระทรวงการคลังยังรายงานว่าการจัดเก็บรายได้ภาษี 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าเป้าหมายราว 31,000 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลังอยู่เกือบ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้าน ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายแสดงความกังวลต่อภาระหนี้สินของประเทศ โดยระบุว่ารัฐบาลเคยชูนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับใช้วิธีการกู้เงินจำนวนมากโดยไม่ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าภาระหนี้จะตกกับคนรุ่นอนาคต พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อแผนงานด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นรูปแบบใด ทำให้หลายหน่วยงานพยายามเข้ามาขอรับงบประมาณโดยขาดแผนรองรับที่เป็นระบบ
ชัยชนะ เดชเดโช ยังเตือนว่า ในระยะ 10 ปีข้างหน้า แผงพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อหมดอายุการใช้งานจะกลายเป็นขยะอันตราย ซึ่งจะเป็นภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศในการจัดการ พร้อมชี้ว่าหนี้สาธารณะของประเทศที่สูงอยู่แล้ว หากรวมเงินกู้ครั้งใหม่ จะยิ่งเพิ่มภาระเฉลี่ยต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเตือนถึงบทเรียนจากการใช้พระราชกำหนดเงินกู้ในช่วงโควิด-19 ว่าการใช้เงินกู้ต้องอยู่ภายใต้ความจำเป็นเร่งด่วนและความโปร่งใส โดยระบุว่าในส่วนของงบประมาณด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางหลายด้าน ทั้งการลดการใช้พลังงานฟอสซิล การติดตั้งระบบพลังงานทดแทน การสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าและสถานีชาร์จ รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชน
สกลธี ภัททิยกุล ระบุว่า แม้บางส่วนของแผนงบประมาณจะไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ส่วนของเงินกู้ก้อนใหญ่ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังขาดความชัดเจน โดยเสนอว่าปัญหาต้นทุนพลังงานสามารถแก้ไขได้ผ่านกลไกปกติของรัฐ เช่น การปรับโครงสร้างราคา การลดค่าการกลั่น และการใช้มาตรการภาษีลาภลอย หรือการปรับลดภาษีสรรพสามิต แต่รัฐบาลกลับเลือกใช้วิธีการกู้เงินแทน ซึ่งอาจเพิ่มภาระให้ประชาชนในระยะยาว

