ด่วน! เตือนรับมวลน้ำ 2-3 ต.ค.นี้ บ้านริมเจ้าพระยายกของขึ้นที่สูง จับตาฝนระลอกใหม่ 4-8 ต.ค.
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ถึงสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ โดยขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงและอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย หากได้รับการแจ้งเตือนจากทางการ
สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้ระดับน้ำเกิน 100% แล้ว และมีการระบายน้ำลงสู่พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้แจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ราบลุ่ม ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ยกของขึ้นที่สูง และอพยพหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ขณะนี้เขื่อนวชิราลงกรณมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากการเก็บกักน้ำในช่วง 2 วันที่ผ่านมา แม้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนจะไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากฝนตกน้อยลง แต่เนื่องจากยังมีโอกาสรับน้ำเพิ่ม จึงจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออก
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงมีมติให้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณในอัตรา 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน โดยประเมินว่าปริมาณน้ำที่ระบายออกจะมีระยะห่างจากมวลน้ำเดิมที่ปล่อยไปแล้ว จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
ขณะที่เขื่อนแม่กลองปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับมวลน้ำที่ไหลเข้ามาได้ โดยน้ำจะไหลต่อไปยังจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม ทางการได้แจ้งเตือนประชาชนในทั้ง 2 จังหวัดให้เตรียมอพยพ ยกของขึ้นที่สูง และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับจังหวัดสมุทรสงคราม มีการเร่งสูบน้ำออก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาเติมพร้อมกันในปริมาณมาก พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง
ด้านพื้นที่ฝั่งตะวันออก ระดับน้ำในจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายกเริ่มทรงตัวและลดลง หลังผ่านจุดสูงสุดของปริมาณน้ำแล้ว โดยมวลน้ำจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำบางปะกง และเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอำเภอบางคล้า คลองเขื่อน และบางน้ำเปรี้ยว จึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
หากบ้านใดมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง ขอให้เตรียมอพยพไปยังศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพที่จังหวัดจัดเตรียมไว้ เพื่อความปลอดภัย
นายเอกภพกล่าวว่า สำหรับพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากประเมินแล้วระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขอให้ย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย
จ่อเพิ่มระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที
สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือจากแม่น้ำปิง ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลง หลังมวลน้ำในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเคลื่อนตัวลงมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ โดยระดับน้ำอยู่ในช่วงสูงสุด และจะส่งต่อมายังเขื่อนเจ้าพระยา ก่อนเข้าสู่แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีการหน่วงน้ำไว้ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้ามาเติมในแม่น้ำเจ้าพระยา
การระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนทยอยเพิ่มขึ้นตามมติของ กนช. โดยช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม เพิ่มเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะบริหารจัดการแบบขั้นบันได โดยกำหนดกรอบการระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จับตาฝนระลอกใหม่ 4-8 ต.ค. กาญจนบุรี-ฝั่งตะวันตกฝนมาก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เตรียมมาตรการรองรับฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 4-8 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นฝนในช่วงเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ลักษณะฝนตกต่อเนื่องแช่พื้นที่
จากการพยากรณ์อากาศ ช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนตกมากกว่าปกติในจังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่ฝั่งตะวันตก ขณะที่กรุงเทพมหานครคาดว่าฝนเปลี่ยนฤดูจะเข้ามาในช่วงวันที่ 7-8 ตุลาคม จึงต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่เสี่ยง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้จัดทำข้อมูลคาดการณ์จากปริมาณน้ำฝน การรับน้ำ และการระบายน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ เพื่อให้จังหวัดนำไปประกอบการวางแผนและสั่งการ รวมถึงให้จัดทำบัญชีทรัพยากร กำลังคน และเครื่องจักรกล เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดเข้าไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้ทันที
ขณะเดียวกัน พื้นที่ 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทาง พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดูแลความเป็นอยู่และการดำรงชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อรับมือสถานการณ์
ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้ว ให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็ว และเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้เร็วที่สุด
มวลน้ำปิงถึงชัยนาท-อยุธยา 2-3 ต.ค. คุมไหลผ่าน กทม.ไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.
นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. เปิดเผยสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยระบุว่ามวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในอัตราประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้เคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และคาดว่าอีก 1 วันจะถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท
สำหรับลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบนที่เคลื่อนตัวมาทางเขื่อนวังร่มเกล้าอยู่ในเกณฑ์สูงสุด จึงจะคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อชะลอน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์ที่จะเดินทางมาถึง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะควบคุมไม่ให้เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
หลังจากเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทยอยเพิ่มขึ้นวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคาดว่าปริมาณน้ำเหนือเขื่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สูงเกินแนวป้องกันที่จังหวัดเตรียมไว้
ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกับน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคาดว่าน้ำจะถึงเขื่อนในวันที่ 2 ตุลาคม และถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันที่ 3 ตุลาคม ทำให้ระดับน้ำเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีมวลน้ำจากลุ่มน้ำป่าสัก โดยมีการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนช่วงเช้าปรับลดลงเหลือประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายฐนโรจน์กล่าวว่า แผนหลังจากนี้จะพยายามควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ขณะที่เขื่อนพระราม 6 จะต้องบริหารการระบายน้ำในลำดับถัดไปไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนที่น้ำจะไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จากการประเมินภาพรวม มวลน้ำที่จะไหลรวมกันจะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนเคลื่อนตัวไปยังจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และเข้าสู่จังหวัดสมุทรปราการ
สำหรับกรุงเทพมหานคร หากปริมาณน้ำอยู่ในระดับประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 2-2.25 เมตร แต่ยังต่ำกว่าแนวป้องกันน้ำของกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร ตามการประเมินที่ระบุไว้
หากเปรียบเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีการระบายน้ำสูงสุดประมาณ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปัจจุบันกำหนดกรอบการระบายไว้ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงประเมินว่าปริมาณน้ำจะไม่สูงกว่าระดับที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
ลุ่มน้ำแม่กลองเริ่มลด เขื่อนวชิราลงกรณ์ทยอยระบาย 500 ลบ.ม./วินาที
ด้านลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน แม่น้ำแควน้อยลดลงประมาณ 2.50 เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำได้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้วประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากการหารือประเมินว่าเกณฑ์ปริมาณน้ำสูงสุดที่ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองยังสามารถควบคุมบานระบายได้ และมีแนวโน้มปรับลดการระบายลงให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือ
มวลน้ำจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม โดยเฉพาะอำเภออัมพวา ซึ่งระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้น แต่ประเมินว่าจะไม่รุนแรงมากไปกว่านี้ เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอยู่ในลักษณะประปราย
ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณที่ผ่านมาใช้วิธีหน่วงน้ำและชะลอการระบาย แต่ขณะนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนเกือบเต็มเขื่อน จึงจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำในวันที่ 1 ตุลาคม ที่ประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมวลน้ำจะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน และประเมินว่าจะไม่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองสูงขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านกรุงเทพมหานครระบุว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดว่าจะทำให้ระดับน้ำในกรุงเทพมหานครสูงขึ้นประมาณ 2 เมตร รทก. หรือระดับเทียบกับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่คันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครมีระดับต่ำสุดประมาณ 2.8 เมตร รทก. จึงยังมีส่วนต่างประมาณ 80 เซนติเมตรสำหรับรองรับน้ำเหนือและน้ำหนุน
กทม.เตือน 5 จุดน้ำท่วมสูง แนะประชาชนหลีกเลี่ยง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครว่า ยังมีจุดน้ำท่วมสูงที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยง 5 จุด ได้แก่
ถนนกรุงเทพกรีฑา ตั้งแต่ซอย 9 ถึง 25 และซอย 37 ถึง 55 มีน้ำท่วมขังประมาณ 20-30 เซนติเมตร
ถนนหลวงแพร่งลาดกระบัง บริเวณโลตัสลาดกระบัง แยกวัดพลมานีย์ และถนนพหลโยธิน
ถนนลาดกระบัง บริเวณแยกลาดกระบัง-ร่มเกล้า ถึงรอยัลกอล์ฟ และแยกสุขสมาน
ถนนฉลองกรุง บริเวณแยกลาดถึงแยกเจ้าคุณทหาร ตัดถนนลาดกระบัง และแยกรถไฟเทคโน
ถนนสุวินทวงศ์ บริเวณแยกหทัยราษฎร์-ราษฎร์อุทิศ
ส่วนความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ ระดับน้ำลดลงเหลือประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะที่ถนนเสรีไทยมีระดับน้ำประมาณ 30-40 เซนติเมตร ส่วนถนนศรีบูรพาสามารถสัญจรได้ตามปกติ
สำหรับพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ระดับน้ำในพื้นที่ลดลงประมาณ 20 เซนติเมตร ทางการได้ติดตั้งเรือผลักดันน้ำตามแนวคลองประเวศบุรีรมย์ และเร่งระบายน้ำผ่านจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงจนเห็นขอบตลิ่ง จะเร่งกู้คืนพื้นที่ชุมชนเคหะลาดกระบัง โดยใช้ระบบสูบน้ำภายในพื้นที่และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม

