“สตง.” เปิดผลสอบ “ไทยพีบีเอส” พบข้อบกพร่อง “จ้างผลิตรายการ-จ่ายค่าตอบแทน” เสียหายกว่า 85 ล้านบาท

“สตง.” เปิดผลสอบ “ไทยพีบีเอส” พบข้อบกพร่อง “จ้างผลิตรายการ-จ่ายค่าตอบแทน” เสียหายกว่า 85 ล้านบาท
  • Published14 ตุลาคม 2026

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงินและการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส พบข้อบกพร่องหลายประเด็น ทั้งการจัดจ้างผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องหลายปี และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการโดยไม่มีระเบียบรองรับอย่างถูกต้อง ประเมินมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 85 ล้านบาท พร้อมเสนอให้ดำเนินการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดและทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง หากพบพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินและการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยชี้แจงว่า การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก สตง. ได้รับหนังสือร้องเรียนพร้อมเอกสารภายในจากเจ้าหน้าที่ของไทยพีบีเอสในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างเรื่องการใช้จ่ายเงินที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี

จากกรณีดังกล่าว ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 โดยกำหนดขอบเขตการตรวจสอบครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย และด้านความรับผิดเฉพาะบุคคล เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และความรับผิดชอบของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพสำนักที่ 3 เปิดเผยผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ซึ่งจัดทำรายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ว่า ไทยพีบีเอสได้รับการจัดสรรงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยงบประมาณเกือบร้อยละ 50 ถูกนำไปใช้ในการผลิตและจัดหารายการต่าง ๆ แม้ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่จะบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ แต่การตรวจสอบพบข้อบกพร่องในระบบการกำหนดและติดตามตัวชี้วัดบางส่วน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน

ข้อบกพร่องที่พบ ได้แก่ การกำหนดตัวชี้วัดบางรายการที่ขาดความต่อเนื่อง โดยมีการปรับเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างค่าการจัดอันดับและส่วนแบ่งตลาดของรายการโทรทัศน์ ทำให้ไม่สามารถใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังพบการปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกตัวชี้วัดบางรายการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เช่น โครงการวันไทยพีบีเอส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการกำหนดเป้าหมายและการติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร

ขณะเดียวกัน ระบบบริหารจัดการแผนงานยังมุ่งเน้นการติดตามผลการเบิกจ่ายงบประมาณให้สูงกว่าร้อยละ 80 เป็นหลัก แต่ไม่ได้แสดงผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดระดับองค์กรอย่างครบถ้วน ส่วนระบบจัดเก็บไฟล์รายการและระบบออกอากาศยังทำงานแยกส่วนกัน และไม่สามารถรองรับการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ การประเมินผลตอบแทนทางสังคมและการสำรวจการรับรู้ของประชาชนยังขาดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและวิธีประเมินที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างรัดกุม ทำให้เกิดข้อจำกัดในการตรวจสอบความเหมาะสมของกระบวนการประเมินผล ตลอดจนการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรในระยะต่อไป

ด้านนางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 2 ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน เปิดเผยผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งเป็นรายงานลับที่จัดทำเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยพบประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การจัดจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก และการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ซึ่งมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเด็นแรก การจัดจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560-2568 พบว่าขอบเขตงานมีลักษณะเป็นการจัดหาอุปกรณ์ เช่น กล้อง เลนส์ และไมโครโฟน โดยไม่มีการประเมินเรตติ้งของรายการประกอบการพิจารณาอย่างเหมาะสม

สตง. ระบุว่า การจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 (2) (ค) และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 โดยประเมินมูลค่าความเสียหายจากประเด็นดังกล่าวไว้ประมาณ 15 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่สอง เป็นเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ในช่วงปีงบประมาณ 2566-2568 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบหรือหลักเกณฑ์รองรับอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

แม้ไทยพีบีเอสจะประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2567 แต่ฝ่ายบริหารไม่ได้ออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์เฉพาะเพื่อรองรับการจ่ายค่าตอบแทนตามข้อกำหนดดังกล่าว ส่งผลให้การเบิกจ่ายค่าตอบแทนในปีงบประมาณ 2568 เป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบรองรับตามระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ประกอบข้อ 22

สตง. เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 โดยประเมินมูลค่าความเสียหายจากการจ่ายค่าตอบแทนไว้ประมาณ 65 ล้านบาท เมื่อนำไปรวมกับความเสียหายจากการจัดจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลกประมาณ 15 ล้านบาท ทำให้มูลค่าความเสียหายจากทั้งสองประเด็นอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 ได้ชี้แจงกรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางซ้ำซ้อนกับการรับเงินตอบแทนรถประจำตำแหน่งของผู้บริหาร โดยพบว่าไทยพีบีเอสไม่ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ส่วนกลางมาตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน และเพิ่งมีการออกระเบียบดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคม 2569

สำหรับประเด็นนี้ สตง. อยู่ระหว่างจัดทำรายงานสรุปความเห็นเกี่ยวกับความรับผิดเฉพาะบุคคล เพื่อนำเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินลงนามต่อไป โดยจะพิจารณาข้อเท็จจริงและความเกี่ยวข้องของผู้ปฏิบัติงานแต่ละรายตามขั้นตอนที่กำหนด

ทั้งนี้ สตง. ได้แจ้งผลการตรวจสอบให้ไทยพีบีเอสดำเนินการตามข้อเสนอแนะภายใน 120 วัน โดยสามารถขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 240 วัน เพื่อให้หน่วยงานตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดและดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ หากตรวจพบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จะส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป