“สุชาติ” ลั่นเอาผิดต้นตอ “ปลาหมอคางดำ” ขอ 7 วันรวบรวมหลักฐานฟ้องตัวการ
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เรื่องความคืบหน้าในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ชี้แจง
นายเทวฤทธิ์ อภิปรายว่า ตนเป็นคนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมย้อนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2549 ที่คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง อนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าปลาหมอสีคางดำจากประเทศกานา ก่อนจะเกิดการแพร่ระบาดขยายวงกว้างจนล่าสุดพบในพื้นที่บึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ
นายเทวฤทธิ์ ระบุว่า แม้หลายหน่วยงานจะตื่นตัวแก้ปัญหา แต่กระบวนการหาผู้รับผิดชอบกลับล่าช้า จนการระบาดลุกลามไปแล้วกว่า 19 จังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย โดยยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ก่อเหตุอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามและเพชรบุรีต้องรวมตัวฟ้องร้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทผู้นำเข้าเอง
นอกจากนี้ ยังอ้างอิงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่พบว่า ความเสียหายต่อเกษตรกรและชาวประมงพื้นบ้านเฉพาะในตำบลแพรกหนามแดงแห่งเดียว มีมูลค่าสูงถึง 131.96 ล้านบาทต่อปี พร้อมตั้งคำถามต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับความคืบหน้าการสืบสวน การดำเนินคดีตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม แนวทางเยียวยาประชาชน และการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ
ด้านนายสุชาติ ชี้แจงว่า ยอมรับว่าข้อมูลและลำดับเหตุการณ์ที่นายเทวฤทธิ์นำเสนอ เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน แม้ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ไม่นาน แต่ในอดีตที่เคยร่วมรัฐบาลหลายชุด ก็เห็นการอนุมัติงบประมาณกลางเพื่อแก้ปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง
นายสุชาติ กล่าวว่า หน่วยงานหลักที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการนำเข้าและสามารถใช้ดำเนินคดีโดยตรง คือกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่อนุมัติการนำเข้า แต่ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งลงพื้นที่สำรวจผลกระทบเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ
“ผมได้สั่งให้เร่งสำรวจความเสียหายทั้งเรื่องหญ้าทะเล สัตว์น้ำท้องถิ่น และระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลคำนวณมูลค่าความเสียหายตามมาตรา 97 ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพราะการฟ้องร้องให้ชนะคดี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ความเสียหายเกิดจากบริษัทหรือบุคคลใด และมีมูลค่าความเสียหายเท่าใด ผมไม่อยากฟ้องไปแล้วแพ้คดี เพราะข้อมูลไม่แน่นพอ” นายสุชาติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายเทวฤทธิ์ ได้สอบถามเพิ่มเติมว่า หน่วยงานของรัฐเองเคยลงพื้นที่สำรวจตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 และยอมรับต่อสาธารณะแล้วว่าการแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารอย่างรุนแรง จึงอยากทราบว่าประชาชนจะได้รับคำตอบเมื่อใดว่าใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงใครที่ปล่อยปละละเลยจนสถานการณ์ลุกลามทั่วประเทศ
ช่วงท้าย นายสุชาติ ยืนยันว่า หากการแก้ปัญหาขาดความต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้ปลาหมอคางดำแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้น พร้อมให้คำมั่นต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า จะกลับไปรวบรวมข้อมูลจากทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงกรมประมง มาตรวจสอบร่วมกันอย่างละเอียด โดยขอเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และแม่นยำกลับมาชี้แจงต่อวุฒิสภาด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหา และดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างแน่นอน

